กองทัพสหรัฐฯ ในโอกินาวาประกาศบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวห้ามกำลังพลออกนอกฐานทัพตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตี 5 เป็นเวลา 1 เดือน และห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เริ่มวันที่ 9 ต.ค. นี้ หลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ วัย 20 ปี ถูกจับกุมในข้อหาชิงทรัพย์และฆ่าหญิงชาวญี่ปุ่น ที่โรงแรมในเมืองนาฮา

กองทัพสหรัฐฯ ในจังหวัดโอกินาวาของญี่ปุ่นประกาศมาตรการเข้มงวดต่อกำลังพล หลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกตำรวจจับกุมในข้อสงสัยว่าชิงทรัพย์และฆ่าหญิงชาวญี่ปุ่นวัย 39 ปี โดยจะพักการปฏิบัติการเป็นเวลา 48 ชั่วโมง และเริ่มใช้มาตรการเคอร์ฟิวเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 9 ต.ค. นี้

พลโทเบนจามิน วัตสัน ผู้ประสานงานพื้นที่โอกินาวาของกองทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น และผู้บัญชาการกองกำลังนาวิกโยธินที่ 3 กล่าวว่า กำลังพลสหรัฐฯ ทั้งหมดในโอกินาวาจะหยุดปฏิบัติการเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตั้งแต่เที่ยงวันพุธที่ 7 ต.ค. ระหว่างนั้นห้ามกำลังพลออกนอกฐานทัพโดยเด็ดขาด และห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งภายในและภายนอกฐานทัพ

วัตสันระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้จำเป็นต้องทำให้กองทัพหยุดทบทวนและพิจารณาถึงความรับผิดชอบ พร้อมย้ำว่า การประจำการในโอกินาวามาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อชุมชน และกองทัพจะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวทบทวนเรื่องวินัย มาตรฐานการปฏิบัติงาน และความรับผิดชอบต่อพันธมิตร

มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังตำรวจจังหวัดโอกินาวาจับกุม พลทหารชั้นประทวน เดวิน เจค็อบ บัลลาร์ด อายุ 20 ปี ซึ่งประจำการอยู่ที่ฐานทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ ฟูเทนมะ ในเมืองกินวัน จังหวัดโอกินาวา ในข้อสงสัยว่าฆ่า อันนา ยางิ อายุ 39 ปี ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองนาฮะ เมืองหลวงของจังหวัด เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ต.ค. และนำกระเป๋าเป้กับกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียชีวิตไป

ตำรวจจับกุมบัลลาร์ดในเวลาต่อมาในวันที่ 4 ต.ค. และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการในวันจันทร์ โดยตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยปฏิเสธข้อกล่าวหา

ตามรายงานข่าว หญิงผู้เสียชีวิตถูกพบหมดสติอยู่ภายในห้องพัก หลังไม่มาเช็กเอาต์ตามกำหนด เจ้าหน้าที่ระบุว่าเธอเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ โดยตำรวจสงสัยว่าผู้ต้องหาใช้มือกดบริเวณลำคอของเธอ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ประมาณ 200 นายถูกระดมกำลังติดตามชายที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดขณะเดินเข้าโรงแรมพร้อมกับผู้เสียชีวิต

หลังสิ้นสุดการพักปฏิบัติการ กองทัพสหรัฐฯ จะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า "ระยะเวลาทบทวน" เป็นเวลา 30 วัน โดยกำลังพลจะต้องกลับเข้าฐานทัพและอยู่ในพื้นที่พักที่ได้รับมอบหมาย หรืออยู่ภายในบ้านพักนอกฐาน ระหว่างเวลาเที่ยงคืนถึง 05.00 น. กองทัพยังจะเพิ่มมาตรการตรวจตราและกำกับดูแลบริเวณประตูทางเข้าออกของฐานทัพสหรัฐฯ ทุกแห่งในโอกินาวา

วัตสันระบุว่า ช่วงเวลาดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ผู้นำกองทัพจัดการฝึกอบรมกำลังพลทุกนายเกี่ยวกับมาตรฐาน วินัย และความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกของชุมชนโอกินาวา รวมทั้งทบทวนนโยบายและขั้นตอนเกี่ยวกับการอนุญาตให้กำลังพลออกนอกฐานทัพ

มาตรการครั้งนี้มีลักษณะคล้ายกับมาตรการที่กองทัพสหรัฐฯ เคยใช้ในปี 2559 หลังอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนและฆ่า รินะ ชิมาบุคุโระ หญิงชาวโอกินาวาวัย 20 ปี

เหตุฆาตกรรมครั้งล่าสุดสร้างความไม่พอใจและความวิตกกังวลในโอกินาวา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่เป็นสัดส่วนมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยจังหวัดนี้เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ มากกว่า 70% ของฐานทัพสหรัฐฯ ทั้งหมดในญี่ปุ่น และมีทหารสหรัฐฯ ประจำการเกือบ 26,000 นาย

เกนตะ โคจา ผู้ว่าการจังหวัดโอกินาวาคนใหม่ วิจารณ์มาตรการของกองทัพสหรัฐฯ ในการรักษาวินัยและอบรมกำลังพลว่าไม่มีประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง และเดินทางไปกรุงโตเกียวเพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลญี่ปุ่น

โคจาเข้าพบ ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น และยื่นหนังสือประท้วงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลกลับมาเปิดการประชุมสภานโยบายโอกินาวา ซึ่งเป็นเวทีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้ว่าการจังหวัดโอกินาวาร่วมกันหารือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับจังหวัด

ผู้ว่าการโอกินาวามีกำหนดเข้าพบซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ โทชิมิตสึ โมเตกิ เพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์และผลกระทบจากการที่โอกินาวาต้องรองรับฐานทัพสหรัฐฯ จำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิประณามเหตุฆาตกรรมว่าเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงและโหดเหี้ยมอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประท้วงรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างหนัก และเรียกร้องให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีก

การมีฐานทัพสหรัฐฯ จำนวนมากในโอกินาวาเป็นประเด็นอ่อนไหวมานานหลายทศวรรษ โดยประชาชนในพื้นที่เคยร้องเรียนเกี่ยวกับเสียงรบกวน อุบัติเหตุจากเครื่องบิน และพฤติกรรมของกำลังพลสหรัฐฯ

เหตุการณ์ครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1995 เมื่อทหารสหรัฐฯ 3 นายถูกกล่าวหาว่าข่มขืนเด็กหญิงชาวโอกินาวาวัย 12 ปี เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชน

เหตุฆาตกรรมครั้งล่าสุดจึงอาจส่งผลต่อแผนของรัฐบาลญี่ปุ่นในการปรับโครงสร้างการวางกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ โดยเฉพาะแผนย้ายกำลังพลบางส่วนจากฐานทัพฟูเทนมะ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนหนาแน่น ไปยังฐานทัพแห่งใหม่ที่เฮโนโกะ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านต้องการให้ย้ายกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากจังหวัดโอกินาวาทั้งหมด

โอกินาวาตั้งอยู่ห่างจากไต้หวันเพียงประมาณ 100 กิโลเมตรในจุดที่ใกล้ที่สุด และรัฐบาลญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ มองว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการยับยั้งภัยคุกคามทางทหารที่อาจเกิดขึ้นจากจีน

กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า การพบปะและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกำลังพลกับประชาชนในพื้นที่ล้วนมีผลต่อความไว้วางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ และหากความไว้วางใจดังกล่าวได้รับความเสียหาย ย่อมส่งผลต่อความแข็งแกร่งของพันธมิตรและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วย.


ที่มา KYODO NEWS / Reuters / THE JAPAN TIMES