สื่ออิสราเอลและสำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยคำสารภาพของนายฮามัม อัล-ฮัมมามี นักบินผู้ช่วยชาวโอมาน ของสายการบินฟลายดูไบ สารภาพตั้งใจกำจัดกัปตันแล้วบังคับเครื่องพุ่งชนท่าอากาศยานเบนกูเรียนในกรุงเทลอาวีฟ ขณะที่ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เร่งสอบสวน ด้านนายกรัฐมนตรีอิสราเอลสั่งทบทวนมาตรการความปลอดภัยการบินครั้งใหญ่

ฮามัม อัล-ฮัมมามี นักบินผู้ช่วยชาวโอมานของสายการบินฟลายดูไบ ซึ่งถูกจับกุมและกำลังถูกสอบสวนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกกล่าวหาว่าวางแผนยึดเครื่องบินเที่ยวบิน FZ1073 และนำเครื่องพุ่งชนสนามบินเบนกูเรียนของอิสราเอล ตามรายงานของสื่ออิสราเอลเมื่อวันอาทิตย์

รายงานระบุว่า อัล-ฮัมมามีให้การกับเจ้าหน้าที่สอบสวนว่า หลังจากกำจัดกัปตันเครื่องบินแล้ว เขาตั้งใจจะบินต่อไปตามปกติ เพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ลงจอดตามขั้นตอน จากนั้นจึงนำเครื่องบินพุ่งชนอาคารหรือเครื่องบินที่สนามบินเบนกูเรียน โดยเชื่อว่าการรอจนถึงช่วงสุดท้ายจะทำให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินไม่ทันรู้ตัวและไม่สามารถหยุดยั้งแผนการได้

เจ้าหน้าที่จึงเชื่อว่า นี่อาจเป็นเหตุผลที่อัล-ฮัมมามี รอจนเครื่องบินเข้าสู่น่านฟ้าจอร์แดน ก่อนพยายามเข้าควบคุมห้องนักบินและทำร้ายกัปตัน สมีต มัชฉาร์ นักบินชาวอินเดีย

ตามรายงาน อัล-ฮัมมามีใช้ขวานฉุกเฉินบนเครื่องบินทำร้ายและแทงกัปตัน ขณะที่กัปตันพยายามเปิดประตูห้องนักบินจากด้านใน แม้ได้รับบาดเจ็บ แต่กัปตันสามารถเปิดประตูได้สำเร็จ ทำให้ผู้โดยสารชาวอิสราเอลหลายคนสามารถบุกเข้าไปช่วยกันควบคุมตัวอัล-ฮัมมามี

หนึ่งในผู้โดยสารซึ่งเป็นนักบินนอกเวลางานเข้าช่วยควบคุมเครื่องบิน ก่อนที่นักบินนอกเวลางานอีก 2 คนซึ่งอยู่บนเที่ยวบินจะเข้ารับหน้าที่ควบคุมเครื่องบินต่อ

รายงานของหนังสือพิมพ์อิตาลี Corriere della Sera ซึ่งอ้างข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองอิสราเอล ระบุว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นเวลาประมาณ 09.15 น. เมื่ออัล-ฮัมมามีขอไปละหมาด ก่อนกลับมาโจมตีกัปตันด้วยขวานฉุกเฉิน

ประมาณ 09.20 น. ทาลี มาเนส ผู้โดยสารหญิงซึ่งเดินทางพร้อมลูกสาววัย 5 ขวบ ได้ยินเสียงทะเลาะกันจากห้องนักบินขณะพาลูกไปเข้าห้องน้ำ จึงแจ้งนักบินนอกเวลางานที่นั่งอยู่ในชั้นธุรกิจ เมื่อประตูห้องนักบินเปิดออก เธอเห็นอัล-ฮัมมามีกำลังทำร้ายกัปตัน และตะโกนว่า "เขากำลังฆ่านักบิน"

หลังเห็นว่าแผนเดิมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ อัล-ฮัมมามีถูกกล่าวหาว่าพยายามทำให้เครื่องบินดิ่งลงสู่พื้น โดยปรับหัวเครื่องบินลงอย่างรุนแรงเพื่อหวังให้เครื่องตกในพื้นที่ทะเลทราย และพยายามทำลายระบบควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าควบคุมเครื่องกลับคืนมา

เครื่องบินลดระดับลงเกือบ 14,000 ฟุต หรือประมาณ 4,267 เมตร ภายในเวลาไม่ถึง 30 วินาที สร้างความหวาดกลัวอย่างรุนแรงแก่ผู้โดยสาร

อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารหลายคนสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ในห้องนักบินและช่วยรักษาระดับเครื่องบินไว้ได้ ขณะที่นักบินสำรองซึ่งโดยสารมากับเที่ยวบินเข้าควบคุมเครื่องบิน และแจ้งรหัสฉุกเฉิน 7700 เมื่อเวลาประมาณ 09.31 น.

ต่อมาเมื่อสามารถควบคุมตัวอัล-ฮัมมามีได้แล้ว นักบินเปลี่ยนรหัสเป็น 7500 ซึ่งเป็นรหัสสากลสำหรับแจ้งเหตุการเข้าควบคุมห้องนักบินโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศูนย์ควบคุมการบินของซาอุดีอาระเบียสั่งให้เครื่องบินลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินทาบูก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และเครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัยในเวลา 10.57 น.

เที่ยวบินดังกล่าวเดินทางจากนครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปยังกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล มีผู้โดยสารประมาณ 180 คนและลูกเรือ โดยผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอล หลังลงจอด ผู้โดยสารถูกนำตัวกลับอิสราเอลด้วยเที่ยวบินพิเศษ ขณะที่กัปตันมัชฉาร์ถูกส่งกลับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ส่วนอัล-ฮัมมามีถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวน

รายงานจากสื่ออิสราเอลระบุว่า อัล-ฮัมมามีเคยเดินทางเข้าสนามบินเบนกูเรียนหลายครั้งในช่วงหลายเดือนก่อนเกิดเหตุ โดยเดินทางมากับเที่ยวบินของฟลายดูไบ และระบุว่าเมื่อเดินทางมาอิสราเอลในเดือนมิถุนายน เขามุ่งเน้นการเก็บข้อมูลและวางแผนโจมตี

เขาถูกกล่าวหาว่าวางแผนลงมือในเดือนกรกฎาคม แต่ยกเลิกในนาทีสุดท้าย เนื่องจากมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับลูกเรือคนหนึ่ง

สถานีโทรทัศน์ Channel 13 ของอิสราเอลรายงานว่า อัล-ฮัมมามีบอกเจ้าหน้าที่สอบสวนว่า เขาศึกษาว่าสายการบินใดให้บริการเที่ยวบินไปยังกรุงเทลอาวีฟ ก่อนเลือกฟลายดูไบ และระบุว่าเขาวางแผนก่อเหตุไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าทำงานกับสายการบิน มีรายงานอีกว่า หากไม่สามารถนำเครื่องบินไปถึงอิสราเอลได้ เขาอาจวางแผนพุ่งชนฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน

อัล-ฮัมมามีเคยถูกสายการบินโอมานแอร์  ระงับการปฏิบัติหน้าที่นักบิน หลังถูกระบุว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ตามรายงานของสื่อสหรัฐฯ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อัยการสูงสุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการก่อการร้าย ขณะที่เว็บไซต์ Ynet รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระดับสูงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า อัล-ฮัมมามีอาจเผชิญโทษประหารชีวิต โดยทางการอาบูดาบีต้องการลงโทษในระดับรุนแรงที่สุด

นอกจากนี้ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองอิสราเอลเดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อร่วมสอบสวนอัล-ฮัมมามี ซึ่งเป็นชาวโอมาน โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่อิสราเอลจะเข้าสอบปากคำเขา

ด้านออสเตรเลียยืนยันว่าทีมต่อต้านการก่อการร้ายกำลังตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างอัล-ฮัมมามีกับออสเตรเลีย โดยการสอบสวนดำเนินการโดยทีมต่อต้านการก่อการร้ายร่วมรัฐวิกตอเรีย ซึ่งประกอบด้วยสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย หรือ AFP ตำรวจรัฐวิกตอเรีย และหน่วยข่าวกรองความมั่นคงออสเตรเลีย หรือ ASIO

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับเหตุการณ์ระบุว่า อัล-ฮัมมามีได้รับวีซ่านักเรียนออสเตรเลียในปี 2014 และเดินทางไปศึกษาที่ออสเตรเลียระหว่างปี 2015-2017 โดยเรียนวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย RMIT ในเมลเบิร์น แต่ไม่ได้สำเร็จการศึกษา ก่อนวีซ่าถูกยกเลิกในปี 2019

รายงานระบุว่า การยกเลิกวีซ่าไม่ได้เกิดจากประเด็นด้านพฤติกรรมหรือประวัติส่วนบุคคล แต่เนื่องจากเขาไม่ได้ลงทะเบียนเรียนในหลักสูตร ทำให้ไม่มีคุณสมบัติสำหรับการถือวีซ่านักเรียนต่อไป ทีมสอบสวนของออสเตรเลียจะตรวจสอบด้วยว่า อัล-ฮัมมามีถูกทำให้มีแนวคิดสุดโต่งระหว่างพำนักอยู่ในออสเตรเลียหรือไม่

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวว่า อัล-ฮัมมามีผ่านกระบวนการปลูกฝังแนวคิดอิสลามหัวรุนแรงและมีพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความต้องการฆ่าตัวตาย แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใดหรือเมื่อใด

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบและคัดกรองลูกเรือของสายการบินต่างชาติ โดยเฉพาะกรณีที่อัล-ฮัมมามีเคยถูกสั่งห้ามบินในประเทศของตนเองจากข้อกังวลเกี่ยวกับแนวคิดสุดโต่ง

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยว่าเหตุใดนักบินชาวโอมาน ซึ่งประเทศของเขาไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับอิสราเอล จึงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินที่นำผู้โดยสารชาวอิสราเอลเดินทางไปยังกรุงเทลอาวีฟ

เนทันยาฮูได้สั่งให้สภาความมั่นคงแห่งชาติแต่งตั้งผู้ตรวจสอบเพื่อทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเที่ยวบินพลเรือนต่างชาติที่เดินทางมายังอิสราเอลอย่างละเอียด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอิสราเอลยืนยันว่า นักบินจากประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลไม่ควรได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินมายังประเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าอัล-ฮัมมามีได้รับมอบหมายให้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินดังกล่าวได้อย่างไร.


ที่มา The Times of Israel / ABC