เรือกองทัพเมียนมา 3 ลำ นำผู้อพยพจากมาเลเซียกลับประเทศ ท่ามกลางความกังวลของยูเอ็นและกลุ่มสิทธิมนุษยชน หวั่นผู้ถูกส่งกลับเผชิญความไม่ปลอดภัยในประเทศที่ยังอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมือง

ชาวเมียนมาเกือบ 1,500 คนเดินทางกลับถึงประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังมาเลเซียส่งตัวกลับภายใต้โครงการส่งกลับประเทศที่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากเมียนมายังคงเผชิญสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารในปี 2564

เจ้าหน้าที่กองทัพเรือเมียนมาเปิดเผยว่า เรือกองทัพเรือ 3 ลำ ซึ่งบรรทุกชาวเมียนมา 1,476 คนจากมาเลเซีย เดินทางถึงฐานทัพเรือในเมืองทันลยิน ก่อนเวลา 07.30 น. เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม โดยถือเป็นกลุ่มแรกจากจำนวนประมาณ 5,000 คนที่รัฐบาลเมียนมาระบุว่าตกลงรับกลับจากมาเลเซีย

บริเวณด้านนอกฐานทัพเรือ มีครอบครัวหลายร้อยคนมารอตั้งแต่ช่วงเช้ามืดเพื่อรับญาติกลับ โดยมีทั้งรถยนต์ รถแท็กซี่ และรถโดยสารจอดรอเป็นแถวยาว

หนึ่งในผู้มารอรับญาติคือ จ่อ มยินต์ วัย 55 ปี ซึ่งเดินทางมารับหลาน 3 คนที่ถูกควบคุมตัวในมาเลเซียมานานราว 1 ปีครึ่ง และเขาไม่ได้พบหน้าหลานมานานถึง 6 ปี

เขาบอกว่า ครอบครัวขาดการติดต่อกับหลานนับตั้งแต่ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ และขณะนี้ยังเป็นห่วงว่าหลานอาจถูกเกณฑ์เข้าร่วมการสู้รบ ไม่ว่าจะโดยกองทัพเมียนมาหรือกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์

รายงานระบุว่า ผู้เดินทางกลับกลุ่มนี้ประกอบด้วยเด็ก 27 คน ผู้หญิง 79 คน และผู้ชายวัยผู้ใหญ่อีก 1,370 คน ขณะที่ยังมีความกังวลว่าอาจมีชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่ในเมียนมารวมอยู่ด้วย แต่ยังไม่มีการยืนยันจำนวน

ประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลจากองค์กรระหว่างประเทศ เนื่องจาก สหประชาชาติ หรือ UN เตือนว่า สถานการณ์ในเมียนมาซึ่งเผชิญสงครามกลางเมืองหลังรัฐประหารปี 2564 ทำให้ไม่สามารถรับประกันได้ว่าการเดินทางกลับประเทศจะปลอดภัยตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

น้องสาววัย 25 ปีของชายชาวเมียนมาคนหนึ่งซึ่งถูกส่งกลับกล่าวว่า ครอบครัวกังวลเรื่องความปลอดภัยของพี่ชาย โดยเธอไม่รู้ว่าชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรหลังกลับถึงเมียนมา

ด้านมาเลเซียยืนยันว่า ผู้ถูกส่งกลับทั้งหมดตกลงเดินทางกลับโดยสมัครใจจากศูนย์กักกัน ขณะที่ทางการเมียนมาระบุว่า คนกลุ่มนี้ผ่านการรับโทษในความผิดเกี่ยวกับการเข้าเมืองแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานไม่ได้รับอนุญาตให้พบผู้ถูกส่งกลับ เพื่อยืนยันว่าการตัดสินใจเดินทางกลับของพวกเขาเป็นไปโดยสมัครใจและได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนจริงหรือไม่

ขณะเดียวกัน องค์กรสิทธิมนุษยชนยังแสดงความกังวลถึงสภาพความเป็นอยู่ในศูนย์กักกันของมาเลเซีย และเตือนว่าไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผู้ที่เดินทางกลับจะได้รับการปฏิบัติอย่างไรจากรัฐบาลทหารเมียนมา

การส่งกลับครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศโครงการส่งกลับในเดือนกรกฎาคม ท่ามกลางกระแสต่อต้านผู้ลี้ภัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชาวโรฮิงญา ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยจำนวนมากในมาเลเซีย

ข่าวการส่งกลับสร้างความกังวลอย่างกว้างขวาง เนื่องจากชาวโรฮิงญาจำนวนมากหลบหนีออกจากเมียนมาหลังการปราบปรามทางทหารครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่าเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะบังคับส่งใครกลับไปยังประเทศที่เต็มไปด้วยการละเมิดและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ขณะเดียวกัน มาเลเซียกำลังเดินหน้าแผนส่งกลับผู้อพยพอีกกว่า 3,500 คน ในกลุ่มที่สอง โดยกระทรวงมหาดไทยมาเลเซียระบุว่า ผู้อพยพสร้างภาระทางการเงินให้ประเทศ ก่อให้เกิดปัญหาสังคม และเป็นภัยต่อความมั่นคง

แม้รัฐบาลเมียนมาจะให้คำมั่นว่าการส่งกลับจะเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของผู้ถูกส่งกลับ เนื่องจากเมียนมายังคงเผชิญความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อปลายเดือนกันยายน มีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 คนจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาต่อตลาดแห่งหนึ่งในรัฐยะไข่ ขณะที่องค์กรติดตามความขัดแย้ง ACLED ประเมินว่า สงครามกลางเมืองในเมียนมาทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100,000 คน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ