รัฐบาลเยเมนประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ เพื่อยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งครอบครองพื้นที่หลายส่วนของประเทศเอาไว้มานานนับสิบปี ท่ามกลางการสู้รบที่ทวีความรุนแรงขึ้น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. 2569 นายราชาด อัล-อาลิมี ประธานาธิบดีเยเมน ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์อย่างเป็นทางการ ประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เพื่อยึดคืนพื้นที่ทั้งหมดที่กลุ่มกบฏฮูตียึดครองไว้ และขยายอำนาจรัฐให้กลับไปครอบคลุมทั่วประเทศ

ประกาศล่าสุดเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากกลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงและกำลังบำรุงสายหลักระหว่างเมืองทาอิซ (เมืองหลวงชั่วคราวของรัฐบาลเยเมน) กับเมืองเอเดน ทำให้เมืองทาอิซถูกตัดขาดและตกอยู่ในสภาพถูกปิดล้อม

ความขัดแย้งในเยเมนกลับมาปะทุอีกครั้งในเดือนกันยายน หลังกลุ่มฮูตียึดพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลแดงและติดช่องแคบ บับ เอล-มันเดบ (Bab al-Mandab) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก และถูกมองว่าเป็นแนวรบที่ 2 ต่อเนื่องจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะเดียวกัน กองกำลังฝ่ายรัฐบาลเยเมนกับกลุ่มพันธมิตรอาหรับนำโดยซาอุดีอาระเบีย ดำเนินการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงในหลายพื้นที่ รวมถึงที่กรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนที่ถูกฮูตียึดครองมานานนับสิบปี และจังหวัดซาดา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลักของฮูตี

ในวันอาทิตย์ โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตีอ้างว่า พวกเขายิงขีปนาวุธและส่งโดรนเข้าโจมตีซาอุดีอาระเบีย โดยมุ่งเป้าไปยังสถานที่ที่เป็นบริษัท Aramco ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของซาอุฯ ในกรุงริยาดและเขตคุไรส์ (Khurais) อ้างว่าเพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศกว่า 50 ครั้งของฝ่ายซาอุฯ ในช่วง 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความขัดแย้งที่บานปลายและมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการที่ฮูตีปิดล้อมการส่งออกพลังงานของซาอุฯ และช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ซ้ำเติมจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสร้างความเสี่ยงอย่างหนักต่ออุปทานน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ เยเมนซึ่งเผชิญสงครามกลางเมืองมาตั้งแต่ปี 2557 ยังคงตกอยู่ในวิกฤตมนุษยธรรมที่ร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยสหประชาชาติประเมินว่า ประชากรมากกว่า 23 ล้านคน (ราว 65% ของประชากรทั้งหมด) จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านอาหารและสุขอนามัยอย่างเร่งด่วน และการสู้รบที่ปะทุขึ้นใหม่นี้กำลังซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลงอีก


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc