รัฐบาลสหรัฐฯ กดดันฝรั่งเศสและเยอรมนีให้ระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองฉุกเฉิน เพื่อช่วยบรรเทาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงทั่วโลก พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจจำกัดหรือห้ามส่งออกดีเซลจากสหรัฐฯ หากยุโรปไม่ดำเนินการ ขณะที่ราคาดีเซลในอังกฤษทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามอิหร่านและการหยุดส่งออกเชื้อเพลิงของรัสเซียและจีน

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งต่อฝรั่งเศสและเยอรมนีให้พิจารณานำดีเซลจากคลังสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาด เพื่อช่วยคลี่คลายภาวะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูง หรืออาจเผชิญมาตรการจำกัดการส่งออกดีเซลจากสหรัฐฯ ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว 3 รายที่ใกล้ชิดกับการหารือ โดยสหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการดังกล่าวเพื่อเพิ่มปริมาณดีเซลในตลาดภายในประเทศและกดดันราคาขายปลีกก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศในยุโรปเตรียมพร้อมนำปริมาณดีเซลสำรองออกมาใช้โดยเร็ว โดยให้เหตุผลว่าเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง และภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ไม่ควรต้องแบกรับภาระจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ ได้ดำเนินการในส่วนของตนแล้ว และคาดหวังให้ชาติพันธมิตรดำเนินการตามพันธกรณีเช่นกัน

ขณะที่คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ กล่าวว่า เขามั่นใจอย่างมากว่ายุโรปสามารถช่วยลดราคาน้ำมันได้ด้วยการนำดีเซลจากคลังสำรองออกสู่ตลาด โดยเห็นว่าการระบายน้ำมันสำรองควรดำเนินการอย่างประสานงานกัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวและก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันทำความร้อนเพิ่มขึ้น

แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า สหรัฐฯ ขอให้สหภาพยุโรป หรืออียู ระบายน้ำมันดีเซลประมาณ 120 ล้านบาร์เรลภายใน 6 เดือน ซึ่งถือเป็นปริมาณมากเมื่อเทียบกับคลังสำรองฉุกเฉินของยุโรป โดยฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นสองประเทศที่ถือครองคลังสำรองดีเซลและน้ำมันก๊าซส่วนใหญ่ของอียู

แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญภาวะราคาดีเซลสูงและต้องพึ่งพาการนำเข้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น หลังยุโรปยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครน ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งน้ำมันและเชื้อเพลิงจากภูมิภาคดังกล่าว

คณะกรรมาธิการยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี อังกฤษ และไอร์แลนด์ ได้หารือกันเมื่อวันที่ 1 ต.ค. เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการระบายน้ำมันดีเซลสำรอง และคณะทำงานด้านพลังงานของอียู ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ มีกำหนดหารือเพิ่มเติมในวันที่ 2 ต.ค. เพื่อประเมินสถานการณ์และแนวทางรับมือ

อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำมันสำรองเป็นประเด็นที่ยุโรปต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้องสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดเพื่อลดแรงกดดันด้านราคา กับการรักษาระดับคลังสำรองไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลง หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

ข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ขณะนี้ยุโรปยังไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันดีเซลในทันที และคลังสำรองฉุกเฉินยังอยู่ในระดับสูงและพร้อมนำออกมาใช้หากเกิดภาวะชะงักงันด้านอุปทาน อย่างไรก็ตาม ราคาดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานอยู่ในระดับสูงจากภาวะตลาดโลกที่ตึงตัว ขณะที่โรงกลั่นในยุโรปเดินเครื่องใกล้เต็มกำลังการผลิต

ด้านอังกฤษได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าดีเซลมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการ โดยประมาณ 31% ของดีเซลนำเข้ามาจากสหรัฐฯ ขณะที่ราคาดีเซลเฉลี่ยตามข้อมูลของสมาคม RAC พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 199.79 เพนซ์ต่อลิตร เพิ่มขึ้นจาก 142.38 เพนซ์ต่อลิตรในช่วงก่อนหน้านี้

รัฐบาลอังกฤษระบุว่า กำลังประสานงานกับประเทศยุโรปอื่น ๆ เพื่อเตรียมรับมือหากสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกดีเซล แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีเหตุให้ประชาชนกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำมัน แม้คาดว่าราคาจะปรับสูงขึ้นอีก

สถานการณ์ตลาดโลกยิ่งตึงตัวขึ้นหลังรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกดีเซลรายสำคัญ ขยายเวลาห้ามส่งออกดีเซลไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันของจีนมีรายงานระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันบางประเภทในเดือนตุลาคม เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองภายในประเทศ ส่งผลให้ปริมาณดีเซลในตลาดโลกตึงตัวมากขึ้น

สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้จัดหาดีเซลรายสำคัญของตลาดโลก โดยส่งออกประมาณ 1.2–1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากรัฐบาลทรัมป์สั่งห้ามส่งออก ปริมาณดีเซลส่วนเกินจะถูกนำกลับเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ซึ่งอาจช่วยกดราคาภายในประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า การลดอุปทานจากสหรัฐฯ อาจทำให้ราคาดีเซลในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอีก หากประเทศอื่นไม่สามารถหาแหล่งนำเข้าทดแทนได้

ความต้องการดีเซลยังลดลงได้ยาก เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งสินค้าและภาคการเกษตร โดยอังกฤษมีรถยนต์และยานพาหนะที่ใช้ดีเซลประมาณ 15.1 ล้านคัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แม้ลดลงจาก 15.7 ล้านคันในปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลประมาณ 9.8 ล้านคัน ลดลงจาก 10.4 ล้านคันในปีก่อน

ภาวะราคาดีเซลที่พุ่งสูงทั่วโลกมีสาเหตุสำคัญจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมัน รวมถึงความไม่แน่นอนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางสำคัญที่โดยปกติใช้ลำเลียงน้ำมันและก๊าซประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณทั่วโลก ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การจำกัดการส่งออกจากรัสเซียและจีนยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดเชื้อเพลิงโลก

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เตรียมเรียกประชุมทางวิดีโอกับผู้นำประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 เพื่อหารือราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นและปริมาณผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก รวมถึงการประสานงานเรื่องการระบายน้ำมันสำรองร่วมกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA.


ที่มา BBC / Reuters