กองทัพสหรัฐฯ เดินหน้าเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ครั้งใหญ่ไปยังตะวันออกกลาง ด้วยกำลังพลกว่า 9,000 นาย และเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 ท่ามกลางกระแสข่าวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนถึงความเป็นไปได้ในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่หลังการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน
กองทัพสหรัฐฯ เดินหน้าส่งกำลังพลราว 9,000 นาย พร้อมเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 และเรือรบหลายลำไปยังตะวันออกกลาง ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่า สหรัฐฯ อาจกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง โดยกำลังเสริมครั้งนี้ประกอบด้วยทหารเรือมากกว่า 7,000 นาย และนาวิกโยธินประมาณ 2,000 นาย
กำลังรบดังกล่าวรวมถึงกองเรือโจมตีของเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส ธีโอดอร์ รูสเวลต์ และกองเรือพร้อมรบสะเทินน้ำสะเทินบก ยูเอสเอส เมคิน ไอแลนด์ ซึ่งมีเรือยกพลขึ้นบกยูเอสเอส จอห์น พี. เมอร์ธา และยูเอสเอส แองเคอเรจร่วมอยู่ด้วย การส่งกำลังครั้งนี้อาจทำให้สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำประจำภูมิภาคภายในช่วงปลายเดือนตุลาคม
ปัจจุบันสหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช และ ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน อยู่ในภูมิภาคแล้ว หากกำลังเสริมเดินทางถึง จะทำให้กำลังพลสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเพิ่มเป็นมากกว่า 20,000 นาย พร้อมเครื่องบินหลายร้อยลำ ถือเป็นการเพิ่มกำลังทางเรือในระดับสูง ขณะที่ครั้งล่าสุดที่สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี 3 กลุ่มในตะวันออกกลางพร้อมกันเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
การเสริมกำลังเกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเพิ่มการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยทรัมป์กล่าวว่า เขาปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงล่าสุดของอิหร่าน เพราะเห็นว่ายัง “ไม่ดีพอ” แม้อิหร่านเสนอให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานของโลก
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับ อิหร่านอาจมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่นักบินผู้ช่วยของสายการบินฟลายดูไบทำร้ายกัปตันและพยายามทำให้เที่ยวบินที่มุ่งหน้าไปอิสราเอลตกเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานยืนยันความเชื่อมโยงดังกล่าว และการสอบสวนยังดำเนินอยู่
ทรัมป์ระบุว่า หากพบหลักฐานว่าอิหร่านเกี่ยวข้อง สหรัฐฯ จะตอบโต้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลกล่าวว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยผ่านการปลูกฝังแนวคิดสุดโต่ง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
ด้านอิหร่านยังคงเสนอแนวทางเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยข้อเสนอที่ส่งผ่านกาตาร์ครอบคลุมการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การกลับมาเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และการหยุดยิงในภูมิภาค แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกทรัมป์ปฏิเสธ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังส่งสัญญาณพร้อมรับมือหากการสู้รบกลับมารุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ อังกฤษยังจับกุมชายสองสัญชาติอังกฤษ-อิหร่านวัย 27 ปีในกรุงลอนดอน หลังต้องสงสัยเกี่ยวกับแผนก่อการร้าย หลังเกิดเหตุด้านความมั่นคงบริเวณฐานทัพอากาศอาร์เอเอฟ แฟร์ฟอร์ด ซึ่งทางการอังกฤษเชื่อมโยงกับอิหร่าน ขณะที่ผู้ต้องสงสัยชาวอังกฤษอีก 5 คนซึ่งถูกจับก่อนหน้านี้ได้รับการประกันตัวแล้ว ทั้งหมดทำให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีมิติด้านความมั่นคงนอกสนามรบเพิ่มขึ้นด้วย.
ที่มา Associated Press / Al Jazeera