ครอบครัวของ เรเน กูด ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลสหรัฐฯ กับเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายคน จากกรณีที่เธอถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงเสียชีวิต พร้อมทั้งโยนความผิดให้เธออย่างไม่เป็นความจริง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ต.ค. 2569 ว่า ครอบครัวของ เรเน กูด หญิงชาวอเมริกันวัย 37 ปี แม่ลูกสาม ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ยิงเสียชีวิตเมื่อ 7 ม.ค. ระหว่างการปราบปรามผู้อพยพที่เมืองมินนิอาโพลิส ประกาศยื่นฟ้องร้องรัฐบาลสหรัฐฯ กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์รวม 2 คดี
คดีแรก ครอบครัวกูดฟ้องรัฐบาลตามกฎหมายเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของรัฐบาลกลาง (FTCA) โดยกล่าวหารัฐบาลเรื่องการทำร้ายร่างกาย การกักขังโดยมิชอบ การสร้างความสะเทือนใจอย่างร้ายแรง และความประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต
ส่วนคดีที่ 2 พวกเขาฟ้องร้องนาย โจนาธาน รอสส์ เจ้าหน้าที่ ICE ผู้ลั่นกลไก รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น สตีเฟน มิลเลอร์ รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว, คริสตี โนเอม อดีตรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และ ทอม โฮแมน ผู้อำนวยการด้านชายแดน โดยกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในการละเมิดสิทธิพลเมือง
นายเบรนต์ แกรนเจอร์ น้องชายของ เรเน กูด กล่าวในงานแถลงเรื่องการฟ้องร้องว่า "นับตั้งแต่เธอเสียชีวิต ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายใด ๆ เกิดขึ้นเลย" พร้อมย้ำจุดยืนของครอบครัวว่า "ครอบครัวของเราเฝ้ารอมานาน และเราจะไม่รออีกต่อไป"
ทั้งนี้ คดีของเรเน กูด จุดกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้างในสหรับฯ เนื่องจากในตอนแรกเจ้าหน้าที่รัฐบาลพยายามอ้างว่า กูดพยายามขับรถชนเจ้าหน้าที่เพื่อทำร้ายหรือฆ่า แต่ผู้เห็นเหตุการณ์โต้แย้งว่าเธอไม่ได้พยายามโจมตีเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด สอดคล้องกับเนื้อหาในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ออกมาในภายหลัง
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหลังเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมง โดยโทษ เรเน กูด ว่าเธอเป็นคน "ขับรถชนเจ้าหน้าที่ ICE อย่างรุนแรง จงใจ และโหดร้าย" แต่หลังจากหลักฐานปรากฏ เขาก็ปรับเปลี่ยนคำพูดโดยเรียกการเสียชีวิตของเธอว่า เป็น "โศกนาฏกรรม" และกล่าวว่าบางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ "อาจทำผิดพลาดกันได้"
การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นหลังหลังมีชาวอเมริกันอีกคนชื่อว่า อเล็กซ์ เพรตติ ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงเสียชีวิตเมื่อ 24 ม.ค. โดยทางการสหรัฐฯ พยายามอ้างว่า เขาเป็นผู้ก่อการร้ายและมีอาวุธปืนพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่ แต่ภาพจากคลิปวิดีโอชี้ชัดว่า ในมือของเพรตติมีเพียงโทรศัพท์มือถือเท่านั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลยอมถอนกำลังเจ้าหน้าที่นับร้อยออกจากเมืองมินนิอาโพลิส และสั่งปลด เกรก โบวิโน ผู้บัญชาการระดับสูงของหน่วยลาดตระเวนชายแดนสหรัฐฯ (US Border Patrol) ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็นผู้ควบคุมดูแลปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพในเมืองแห่งนี้
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc