กองทัพรัฐบาลเอธิโอเปียกำลังต่อสู้กับกองกำลังทิเกรย์ทางตอนเหนืออย่างรุนแรง ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 52 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายร้อยรายถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล
การสู้รบอย่างหนักตลอด 3 วันในเมืองอาลามาตา (Alamata) ทางตอนเหนือของภูมิภาคทิเกรย์ ประเทศเอธิโอเปีย ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 52 ศพ โดยกองทัพรัฐบาลเอธิโอเปียสามารถชิงการควบคุมเมืองดังกล่าวจากกลุ่มนักรบในพื้นที่ และเตรียมรุกคืบต่อไปทางเหนือสู่เมืองเมเคลเล (Mekelle) เมืองเอกของภูมิภาค
การปะทะเกิดขึ้นหลังจากความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกลางและแนวร่วมปลดปล่อยประชาชนทิเกรย์ (TPLF) ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าละเมิดข้อตกลงสันติภาพที่ทำไว้ในปี 2565 เพื่อยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อถึง 2 ปี
การสู้รบขยายไปยังภูมิภาคอัมฮารา (Amhara) และอาฟาร์ (Afar) โดยกองกำลังทิเกรย์จับมือกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มอื่นเพื่อเป้าหมายในการโค่นล้มรัฐบาลกลาง
ตามรายงานขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) พลเรือนที่เสียชีวิตรวมถึงเด็กทารกอายุเพียง 3 วัน และมีผู้เสียชีวิต 12 รายจากเหตุระเบิดตกใส่ตลาดกลางเมือง นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกส่งไปรักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งต่างๆ มากกว่า 700 ราย
รัฐบาลสั่งระงับบริการทางการเงินและอายัดบัญชีธนาคารที่เปิดในภูมิภาคทิเกรย์ รวมถึงมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ ทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนเงินสดและประชาชนไม่สามารถติดต่อครอบครัวได้
ขณะเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 33 คน รวมถึงชาวอังกฤษ สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ต้องตกค้างอยู่ที่เมืองลาลิเบลา (Lalibela) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก (UNESCO) เนื่องจากสนามบินถูกปิดหลังเกิดการปะทะรอบๆ เมือง
ก่อนหน้านี้มีการอพยพนักท่องเที่ยวบางส่วนแล้ว เช่น ชาวอิสราเอล 14 คนที่ได้รับช่วยเหลือด้วยเฮลิคอปเตอร์ทางการทหาร
ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงวิกฤต ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพเท้าเปล่าเข้าไปในตัวเมืองเพื่อความปลอดภัย ขณะที่นานาชาติต่างกังวลว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเอริเทรียอาจถูกดึงเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้งครั้งใหม่นี้ เนื่องจากมีชายแดนติดกับภูมิภาคทิเกรย์
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc