สำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ประเมินสุขภาพ "คิม จอง อึน" ผู้นำเกาหลีเหนือ ว่าอยู่ในภาวะอ้วนขั้นรุนแรง น้ำหนักมากกว่า 140 กิโลกรัม และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ยังไม่พบสัญญาณความผิดปกติ ขณะที่บุตรสาว "คิม จู แอ" มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปรากฏตัวในกิจกรรมต่าง ๆ ถึง 30 ครั้งในปีนี้
สำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ หรือ NIS เปิดเผยว่า จากการประเมินล่าสุด คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ มีน้ำหนักมากกว่า 140 กิโลกรัม และอยู่ในภาวะ "อ้วนขั้นรุนแรง" หรือโรคอ้วนระดับรุนแรงมาก โดยอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
ยุน กอน-ยอง และ ยู ยอง-ฮา สองสมาชิกคณะกรรมาธิการข่าวกรองแห่งรัฐสภาเกาหลีใต้ เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวหลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการฯ โดยระบุว่า แม้คิม จอง อึน จะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ยังสามารถทำกิจกรรมทางกายได้ตามปกติ รวมถึงการวิ่งขึ้นบันไดระหว่างตรวจเยี่ยมเรือพิฆาต โดยไม่พบอาการผิดปกติในการเคลื่อนไหว
NIS ระบุว่า คิม จอง อึน ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ประจำตัว และจากการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ยังไม่พบสัญญาณความผิดปกติด้านสุขภาพที่ชัดเจน ทั้งนี้ คิม จอง อึน เป็นผู้สูบบุหรี่จัดและมีภาวะน้ำหนักเกินมาเป็นเวลานาน ทำให้สุขภาพของเขาเป็นประเด็นที่นานาชาติจับตา เนื่องจากการเสียชีวิตอย่างกะทันหันอาจนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจและเสถียรภาพของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์
ก่อนหน้านี้ในปี 2020 ความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของคิม จอง อึน เพิ่มขึ้น หลังเขาไม่ปรากฏตัวในพิธีรำลึกวันเกิดของ คิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศและผู้เป็นปู่ และหายไปจากการปรากฏตัวต่อสาธารณะราว 20 วัน จนเกิดข่าวลือว่าเขาอาจมีอาการป่วยรุนแรงหลังเข้ารับการผ่าตัด
คิม จอง อิล บิดาของคิม จอง อึน และคิม อิล ซุง ผู้เป็นปู่ ต่างมีภาวะอ้วนและสูบบุหรี่จัด โดยทั้งคู่เสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย
พอล สมาร์ต หัวหน้าเชฟของโรงแรมเมโทรโพลในกรุงฮานอย ซึ่งเคยทำงานร่วมกับเชฟส่วนตัวของคิม จอง อึน ระหว่างการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือครั้งแรกในปี 2019 เปิดเผยในเวลานั้นว่า ผู้นำเกาหลีเหนือชื่นชอบอาหารราคาแพงและวัตถุดิบระดับหรู เช่น คาเวียร์ ล็อบสเตอร์ และฟัวกราส์ โดยเชฟส่วนตัวของคิมเคยบอกว่าเขามีรสนิยมในการรับประทานอาหารที่มีราคาแพงและหรูหรา
ขณะเดียวกัน NIS ยังประเมินบทบาทของ คิม จู-แอ บุตรสาวของคิม จอง อึน โดยระบุว่า เธอมีส่วนสูงประมาณ 160 เซนติเมตร และน้ำหนักมากกว่า 50 กิโลกรัม ทั้งยังสวมชุดสูทสำหรับสตรีและรองเท้าส้นสูง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
NIS ระบุว่า บทบาทของคิม จู-แอ กำลังขยายจากกิจกรรมด้านการทหารไปสู่ด้านกิจการพลเรือน การเมือง และการทูต โดยในปีนี้เธอปรากฏตัวต่อสาธารณะแล้ว 30 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มปรากฏตัวในฐานะบุคคลสำคัญของเกาหลีเหนือ
NIS ยังระบุว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา คิม จู-แอ ถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางระหว่างการเยือนพระราชวังคึมซูซัน และปรากฏตัวครั้งแรกในพิธีวันแห่งชัยชนะ รวมถึงสถานที่รำลึกวีรชนปฏิวัติในวาระครบรอบการปลดปล่อยประเทศ ซึ่งหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของสถานะของเธอในฐานะผู้สืบทอดอำนาจที่ได้รับการวางตัว
สำหรับประเด็นทหารเกาหลีเหนือ 2 นายที่ถูกจับเป็นเชลยในสงครามรัสเซีย-ยูเครน และต่อมาถูกส่งตัวมายังเกาหลีใต้ NIS ระบุว่า ยูเครนเปิดเผยเรื่องดังกล่าวโดยคาดหวังว่าจะช่วยสร้างกระแสสนับสนุนในเกาหลีใต้ให้มีการให้ความช่วยเหลือยูเครนเพิ่มเติม รวมถึงด้านอาวุธ
NIS ระบุว่า แม้ไม่ทราบว่าผู้นำของทั้งสองประเทศมีข้อตกลงกันโดยตรงหรือไม่ แต่มีการหารือผ่านหลายช่องทาง ทั้งการพูดคุยระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและการประสานงานระหว่างสถานทูตกับกระทรวงการต่างประเทศของยูเครน โดยเกาหลีใต้ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลยูเครนเมื่อวันที่ 27 กันยายน พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงและขอโทษอย่างเป็นทางการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแสดงความเสียใจหรือขอโทษจากฝ่ายยูเครน
หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ระบุด้วยว่า ยูเครนขอให้เกาหลีใต้เก็บเรื่องการส่งตัวเชลยเป็นความลับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการหารือ เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลกระทบในทางลบต่อการเจรจาแลกเปลี่ยนเชลยกับรัสเซีย รวมถึงการแลกเปลี่ยนเชลยผ่านประเทศที่สาม โดยเชลยชาวเกาหลีเหนือทั้งสองคนเดินทางถึงเกาหลีใต้ในช่วงกลางเดือนกันยายน และมีสุขภาพโดยรวมไม่มีปัญหาร้ายแรง พร้อมยืนยันหลายครั้งว่าต้องการเดินทางมายังเกาหลีใต้ด้วยความสมัครใจ
ส่วนกรณีเหตุทุ่นระเบิดในเขตปลอดทหาร หรือ DMZ ซึ่งเกาหลีเหนือกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉากนั้น NIS ประเมินว่า คำแถลงของ คิม โย-จอง น้องสาวของคิม จอง อึน มีเป้าหมายเพื่อปฏิเสธความเกี่ยวข้องของเกาหลีเหนือกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมองว่าถ้อยแถลงอยู่ในระดับค่อนข้างระมัดระวัง ขณะที่คิม โย-จองเตือนว่า หากมีการยิงเข้าไปยังทหารเกาหลีเหนือ จะมีการตอบโต้ทันทีและรุนแรง พร้อมระบุว่าจะเพิ่มมาตรการตอบโต้ทางยุทธวิธีบริเวณ DMZ ฝั่งตรงข้ามกองพลทหารราบที่ 21 ของกองทัพเกาหลีใต้
ด้านความเป็นไปได้ของการเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ NIS ประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นราว 50 เปอร์เซ็นต์ในช่วงก่อนหรือหลังการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก พร้อมระบุว่าเกาหลีเหนือมีท่าทีไม่ต้องการพลาดโอกาสดังกล่าว โดยมีรายงานว่าทางการเกาหลีเหนือกำชับเจ้าหน้าที่ในต่างประเทศให้ระมัดระวังการให้ข้อมูล และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านสหรัฐฯ มีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก
NIS ยังระบุว่า การที่เกาหลีเหนือเน้นย้ำความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างคิม จอง อึน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์โดยตรง อาจสะท้อนว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือยังไม่ต้องการทำลายช่องทางการเจรจา
ส่วนความร่วมมือทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซีย NIS ระบุว่า ปัจจุบันมีทหารเกาหลีเหนือประมาณ 9,000 นายปฏิบัติภารกิจรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซีย และยังไม่พบสัญญาณการส่งกำลังเพิ่มเติม แต่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ยังระบุว่า รัสเซียกำลังช่วยพัฒนาศักยภาพกองทัพเกาหลีเหนือด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีอาวุธที่ใช้ในสงครามสมัยใหม่ แต่ยังมีท่าทีระมัดระวังต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ขีปนาวุธข้ามทวีป หรือ ICBM และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ นอกจากนี้ยังตรวจพบการส่งออกขีปนาวุธนำวิถีจากเกาหลีเหนือในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเด็นที่ NIS กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด.
ที่มา AFP / Chosun Ilbo / JoongAng Ilbo