ฉลามความยาว 3.5 เมตร ที่หลงเข้าไปในทางน้ำเทียมบริเวณท่าเรือนอร์ทพอร์ต เมืองปูซาน กลายเป็นกระแสไวรัลในเกาหลีใต้ มีนักท่องเที่ยวแห่ชมมากกว่าครึ่งล้านคน จนได้รับแต่งตั้งเป็นทูตประชาสัมพันธ์กิตติมศักดิ์ของเมือง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การปรากฏตัวของฉลามในพื้นที่ดังกล่าวอาจสะท้อนผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น
ฉลามที่หลงเข้าไปในทางน้ำเทียมบริเวณท่าเรือนอร์ทพอร์ต เมืองปูซาน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้ กลายเป็นสัตว์ชื่อดังที่ดึงดูดผู้คนจำนวนมาก หลังชาวเมืองตั้งชื่อให้ว่า "บุกังกี" ตามชื่อท่าเรือนอร์ทพอร์ตในภาษาเกาหลี
ฉลามตัวดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าเป็นฉลามหัวบาตร มีความยาวประมาณ 3.5 เมตร ปรากฏตัวในทางน้ำเทียมเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน และยังคงอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเวลานานกว่า 12 วัน เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งพยายามใช้เรือฉีดน้ำเพื่อผลักดันให้มันกลับสู่ทะเล แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ
กระแสความสนใจทำให้มีประชาชนเดินทางไปชมฉลามจำนวนมาก โดยในช่วงวันหยุดเทศกาลชูซอกเพียงช่วงเดียว มีผู้มาเยือนพื้นที่มากกว่า 483,000 คน และยอดสะสมตั้งแต่เมืองเริ่มนับเมื่อวันที่ 19 กันยายน เพิ่มเป็นมากกว่า 560,000 คน
ความนิยมของบุกังกียังช่วยกระตุ้นธุรกิจในพื้นที่ ร้านสะดวกซื้อใกล้ท่าเรือบางแห่งมียอดขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ยอดขายไอศกรีมแท่งรูปฉลามเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ด้านนายกเทศมนตรีเมืองปูซาน ชอน แจซู กล่าวขอบคุณฉลามตัวดังกล่าวที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้เมือง โดยระบุว่าการประชาสัมพันธ์ในระดับเดียวกันอาจมีมูลค่าถึง "หลายล้านล้านวอน"
เมืองปูซานยังจัดให้บุกังกีเป็น "ทูตประชาสัมพันธ์กิตติมศักดิ์" ของเมือง หลังได้รับคะแนนสนับสนุนถึง 91% ในการลงคะแนนเชิงสัญลักษณ์
กระแสความนิยมยังส่งผลต่อตลาดหุ้น โดยหุ้นของบริษัทเดอะพิงค์ฟอง ซึ่งเป็นสตูดิโอผู้ผลิตเพลงไวรัล "เบบี้ ชาร์ก" (Baby Shark) พุ่งขึ้นชั่วคราวมากกว่า 7% จากความสนใจที่เชื่อมโยงกับฉลาม
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเตือนว่า ไม่ควรมองบุกังกีเป็นเพียงแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะการปรากฏตัวของฉลามในพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางทะเล
คิม จินกู ศาสตราจารย์ด้านประมงระดับโลกจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติพูคยอง ระบุว่า การพบฉลามในน่านน้ำเกาหลีใต้ไม่ใช่เรื่องปกติ และอาจเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณเกาหลีใต้ที่สูงขึ้น ทำให้ฉลามเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น
ขณะที่ชเว ยุน ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ด้านชีววิทยาทางทะเลและผู้เชี่ยวชาญเรื่องฉลามจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติคุนซาน อธิบายว่า เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ปลาที่เป็นอาหารของฉลามอาจเคลื่อนตัวไปทางเหนือ ทำให้ฉลามติดตามแหล่งอาหารขึ้นมา โดยบุกังกีอาจหลงเข้าไปในทางน้ำขณะไล่ล่าเหยื่อ และไม่สามารถหาทางกลับออกสู่ทะเลได้
ข้อมูลจากสถาบันวิทยาศาสตร์ประมงแห่งชาติของเกาหลีใต้พบว่า อุณหภูมิน้ำทะเลเฉลี่ยนอกชายฝั่งเขตกีจัง เมืองปูซาน ในปี 2024 สูงกว่าปี 2000 ราว 1.2 องศาเซลเซียส และการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลมีส่วนทำให้ปลากึ่งเขตร้อนเคลื่อนตัวไปทางเหนือและขยายพื้นที่อยู่อาศัย
ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่า ทางน้ำเทียมในสวนบริเวณท่าเรือนอร์ทพอร์ตมีลักษณะแคบและตื้น แตกต่างจากสภาพแวดล้อมในทะเลเปิดที่ฉลามอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ฉลามที่ติดอยู่ในพื้นที่ปิดมักว่ายเลียบขอบและวนไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบในบุกังกีเช่นกัน และอาจทำให้มันหาทางออกได้ยากขึ้น
เมื่อวันอังคาร (29 ก.ย.) เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งและกู้ภัยดับเพลิงพยายามผลักดันฉลามกลับสู่ทะเลอีกครั้ง โดยใช้เครื่องสูบน้ำแรงดันสูงจากเรือกู้ภัย ฉีดน้ำเพื่อสร้างเสียงและฟองอากาศเพื่อชี้นำให้ฉลามเคลื่อนตัวไปยังทางออก แต่การดำเนินการถูกยุติลงหลังเวลา 15.00 น. เนื่องจากไม่สามารถทำให้ฉลามออกจากพื้นที่ได้
เจ้าหน้าที่กังวลว่าสุขภาพของฉลามอาจได้รับผลกระทบจากการติดอยู่ในทางน้ำเป็นเวลานาน จึงเตรียมใช้ตาข่ายพิเศษเพื่อพยายามนำบุกังกีกลับสู่ทะเลอีกครั้งในวันศุกร์
ขณะเดียวกัน กลุ่มสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้เมืองปูซานใช้เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสทบทวนการจัดการพื้นที่ริมน้ำ โดยสหพันธ์การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมปูซานระบุว่า สวนริมน้ำดังกล่าวได้รับการออกแบบโดยเน้นการใช้งานของมนุษย์ มีการถมทะเลและสร้างโครงสร้างเทียมจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้สัตว์ทะเลที่พลัดเข้ามาไม่สามารถหาทางกลับออกสู่ทะเลได้ง่าย
กลุ่มสิ่งแวดล้อมเสนอให้เมืองพิจารณาระบบการไหลเวียนของน้ำและเส้นทางการเคลื่อนที่ของสัตว์ทะเลในพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาพื้นที่ริมน้ำที่สามารถรองรับทั้งการใช้ประโยชน์ของประชาชนและการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทางทะเลในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการพบฉลามอีกตัวในบริเวณดังกล่าว จนมีผู้เผยแพร่ภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยอ้างว่าเป็น "ลูกของบุกังกี" แต่เจ้าหน้าที่เมืองปูซานยืนยันว่า นับตั้งแต่พบฉลามตัวดังกล่าว ยังไม่มีการพบฉลามตัวอื่นเพิ่มเติมในพื้นที่
เหตุการณ์ของบุกังกีทำให้ฉลามตัวนี้กลายเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในเกาหลีใต้ ต่อจากกรณี "นึกกู" ลูกหมาป่าที่หลุดออกจากสวนสัตว์เมื่อเดือนเมษายน และใช้ชีวิตอยู่ภายนอกนาน 9 วันก่อนถูกจับกลับมาได้
ที่มา The Korea Times