คริสตา ไพก์ นักโทษหญิงคดีประหารชีวิตในรัฐเทนเนสซีของสหรัฐฯ มีกำหนดถูกประหารด้วยการฉีดยาพิษในวันพุธที่ 30 กันยายน หลังผู้ว่าการรัฐเทนเนสซีปฏิเสธคำขออภัยโทษ ซึ่งหากการประหารเกิดขึ้นตามกำหนด จะเป็นการประหารนักโทษหญิงครั้งแรกของรัฐเทนเนสซีในรอบกว่า 200 ปี ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากทีมทนายความที่ชี้ว่าเธอมีปมวัยเด็กที่ถูกล่วงละเมิดและป่วยทางจิตในขณะก่อเหตุ

ไพก์มีอายุ 18 ปีเมื่อเธอและแฟนหนุ่มในขณะนั้น คือ ทาดาริล ชิปป์ ซึ่งมีอายุ 17 ปี ก่อเหตุทำร้าย ทรมาน และสังหารคอลีน สเลมเมอร์ เพื่อนร่วมชั้นวัย 19 ปี ที่ทั้งสามรู้จักกันจากโครงการฝึกอาชีพ Knoxville Job Corps ในปี 1995

อัยการระบุว่า ไพก์เชื่อว่าสเลมเมอร์เป็นคู่แข่งด้านความรัก จึงล่อลวงเธอไปยังพื้นที่เปลี่ยว ก่อนร่วมกับชิปป์ทำร้ายและสังหารเธอ คดีดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากความรุนแรงของการก่อเหตุ อายุของผู้เกี่ยวข้อง และการที่มีการแกะสลักสัญลักษณ์รูปดาวห้าแฉก หรือเพนตะแกรม ซึ่งเชื่อมโยงกับลัทธิซาตาน ลงบนร่างของผู้เสียชีวิต

ไพก์ไม่ปฏิเสธว่าเป็นผู้ก่อเหตุ แต่ทนายความและผู้สนับสนุนเธอโต้แย้งว่า โทษประหารไม่เหมาะสมกับอาชญากรรมที่ก่อขึ้นเมื่อเธอยังเป็นวัยรุ่น โดยเฉพาะเมื่อเธอมีประวัติถูกล่วงละเมิดทางเพศและถูกทอดทิ้งตั้งแต่วัยเด็ก รวมถึงมีปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการรักษาในขณะเกิดเหตุ

สตีเฟน เฟอร์เรลล์ ผู้ช่วยทนายความฝ่ายจำเลยของรัฐบาลกลาง ระบุว่า ไพก์ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่วัยเด็ก และถูกข่มขืนเมื่ออายุ 11 ปีและ 17 ปี ต่อมาเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพลาร์และภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือ PTSD

ทนายความของไพก์ระบุว่า ในการพิจารณาคดีช่วงกำหนดโทษ คณะลูกขุนไม่ได้รับข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับประวัติการถูกทารุณกรรมและการละเลยดูแลในวัยเด็กของเธออย่างเพียงพอ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าเธออายุเพียง 18 ปีในขณะก่อเหตุ

ในคำร้องขออภัยโทษ ไพก์ระบุว่า เธอเป็นวัยรุ่นอายุ 18 ปีที่มีอาการป่วยทางจิต และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะตระหนักถึงความร้ายแรงของสิ่งที่ทำลงไป รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและคนอื่น ๆ

ทนายความยังอ้างถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเกี่ยวกับพัฒนาการของสมองวัยรุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสมองของคนอายุ 18 ปียังอยู่ในช่วงพัฒนา พร้อมชี้ว่า นักโทษชายที่ร่วมก่อเหตุอย่างชิปป์ ซึ่งมีอายุ 17 ปีในขณะเกิดเหตุ ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยมีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน เนื่องจากอายุของเขา แม้เขาจะถูกปฏิเสธการขอทัณฑ์บนเมื่อปีที่ผ่านมา

ด้านศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิตของสหรัฐฯ ระบุว่า ในยุคการใช้โทษประหารชีวิตสมัยใหม่ มีผู้ถูกประหารทั่วประเทศ 275 คนจากความผิดที่ก่อขึ้นเมื่ออายุ 18-20 ปี แต่โทษประหารสำหรับผู้กระทำผิดในช่วงอายุดังกล่าวมีแนวโน้มพบได้น้อยลง

บิล ลี ผู้ว่าการรัฐเทนเนสซี ประกาศว่า เขาจะไม่ใช้อำนาจอภัยโทษหรือเปลี่ยนโทษประหารของไพก์เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยระบุว่า หลังพิจารณาคำร้องและทบทวนคดีอย่างละเอียดแล้ว เขาจะไม่เข้าแทรกแซงคำพิพากษาของรัฐ

ก่อนหน้านี้ทีมทนายความของไพก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต แต่หลังผู้ว่าการรัฐปฏิเสธคำร้อง ทนายความได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพื่อขอให้ระงับการประหารชีวิตเป็นการชั่วคราว

ทนายความของไพก์ระบุว่า การเดินหน้าประหารเธอจะทำให้เทนเนสซีกลายเป็นกรณีที่โดดเด่น เนื่องจากเธอเป็นบุคคลที่รัฐจะประหารในยุคการใช้โทษประหารสมัยใหม่ ทั้งที่ก่อเหตุขณะยังเป็นวัยรุ่น

ทีมกฎหมายยังตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการประหารชีวิตของรัฐเทนเนสซี และระบุว่า วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพัฒนาการของสมองและหลักกฎหมายของสหรัฐฯ ต่างให้ความสำคัญกับความแตกต่างระหว่างวัยรุ่นกับผู้ใหญ่

เมย์ มาร์ติเนซ แม่ของคอลีน สเลมเมอร์ ระบุว่า เธอต้องการให้การประหารไพก์เกิดขึ้นตามกำหนด หลังรอคอยมานานหลายสิบปีเพื่อให้โทษที่ศาลมีคำพิพากษาถูกดำเนินการ มาร์ติเนซกล่าวว่า ลูกสาวของเธอไม่มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเธอยังคงนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาวอยู่ทุกวัน สเลมเมอร์เคยเป็นอาสาสมัครในกิจกรรมสเปเชียลโอลิมปิก ชื่นชอบการเล่นโรลเลอร์สเกต และต้องการทำงานด้านคอมพิวเตอร์

คดีฆาตกรรมดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับเมืองน็อกซ์วิลล์ รัฐเทนเนสซี ในปี 1995 หลังพบร่างของสเลมเมอร์ โดยอัยการระบุว่า ไพก์ใช้คัตเตอร์ทำร้ายเธอและใช้ก้อนยางมะตอยขนาดใหญ่ทุบตี ขณะที่ชิปป์ยอมรับภายหลังว่าเป็นผู้แกะสลักรูปเพนตาแกรมลงบนร่างของผู้เสียชีวิต

ไพก์ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมโดยเจตนา และถูกพิพากษาประหารชีวิตในปี 1996 ส่วนชิปป์ซึ่งมีอายุ 17 ปีในขณะเกิดเหตุ ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตและมีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน

หากการประหารไพก์เกิดขึ้นตามกำหนด จะเป็นการประหารนักโทษหญิงครั้งแรกของรัฐเทนเนสซีนับตั้งแต่ปี 1820 หรือเมื่อกว่า 200 ปีก่อน ในระดับประเทศ การประหารนักโทษหญิงก็เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก โดยนับตั้งแต่ปี 19876 มีผู้หญิง 18 คนถูกประหารชีวิตในสหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 1% ของการประหารทั้งหมดในช่วงดังกล่าว ขณะที่ผู้ถูกประหารส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย

ในปี 2023 รัฐมิสซูรีประหารแอมเบอร์ แม็กลาฟลิน หญิงข้ามเพศที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมเมื่อปี 2003 โดยเป็นกรณีที่เชื่อกันว่าเป็นการประหารหญิงข้ามเพศครั้งแรกในสหรัฐฯ ส่วนในปี 2021 รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประหารลิซา มอนต์โกเมอรี ซึ่งเป็นการประหารนักโทษหญิงโดยรัฐบาลกลางครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี.


ที่มา Associated Press / BBC