รัสเซียระดมโดรนโจมตีหลายพื้นที่ทั่วประเทศยูเครนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใจกลางกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน และบาดเจ็บมากกว่า 80 คน ขณะที่อาคารสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติยูเครนถูกโดรนโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้และได้รับความเสียหายอย่างหนัก

รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ทั่วประเทศยูเครนเมื่อวันที่ 28 ก.ย. โดยใช้โดรนโจมตีหลายเมือง รวมถึงกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน และบาดเจ็บมากกว่า 80 คน ตามข้อมูลของทางการยูเครน ขณะที่การโจมตีทำให้อาคารที่พักอาศัย สำนักงาน สถานีบริการน้ำมัน ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนหลายแห่งได้รับความเสียหาย

ในกรุงเคียฟ โดรนของรัสเซียพุ่งชนอาคารสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติยูเครน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทำให้เกิดไฟไหม้และอาคารบางส่วนได้รับความเสียหายอย่างหนัก เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร ขณะที่เจ้าหน้าที่บางคนหลบหนีออกจากอาคารด้วยการปีนออกทางหน้าต่างและลงมาตามบันไดที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนำมาติดตั้ง

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 9 คนและบาดเจ็บมากกว่า 80 คนจากการโจมตีทั่วประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว ก่อนที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการโจมตีจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10 คนในเวลาต่อมา ขณะที่ในกรุงเคียฟ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 24 คน และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีอาคารสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติอย่างน้อย 2 คน ตามรายงานของเจ้าหน้าที่

เซเลนสกีกล่าวว่า รัสเซียใช้โดรนมากกว่า 120 ลำโจมตียูเครนในวันเดียว โดยประมาณ 90 ลำเป็นโดรนติดเครื่องยนต์เจ็ต ขณะที่ยูเครนสามารถสกัดโดรนประเภทดังกล่าวได้เพียงประมาณ 57% เนื่องจากมีความเร็วและเพดานบินสูงกว่าโดรนแบบใบพัดที่รัสเซียใช้ก่อนหน้านี้

เซเลนสกีระบุว่า ยูเครนกำลังทดสอบระบบสกัดโดรนรุ่นใหม่และเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อรับมือกับโดรนความเร็วสูงของรัสเซีย

นอกจากกรุงเคียฟแล้ว เมืองดนีโปรทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศก็ถูกโจมตีเช่นกัน โดยโดรนรัสเซียพุ่งชนอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในช่วงเวลาทำงาน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตในเมืองซิเนลนิโคเว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในเมืองซาโปริซเซียอีก 32 คน

ที่เมืองคาร์คิฟทางตะวันออกเฉียงเหนือ การโจมตีอาคารที่พักอาศัยสูง 9 ชั้นทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 43 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 11 คน ขณะที่เมืองโอเดซาได้รับความเสียหายจากการโจมตีอาคารที่พักอาศัยและมีผู้บาดเจ็บ 3 คน

รัสเซียยังโจมตีเป้าหมายด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น บริษัทเภสัชกรรม สถานีบริการน้ำมัน ศูนย์ข้อมูล และศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทไปรษณีย์ Nova Poshta โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า เป้าหมายบางส่วนเป็นศูนย์ข้อมูลและสถานีบริการน้ำมันในกรุงเคียฟ รวมถึงเรือขนส่งสินค้าในทะเลดำและบริเวณท่าเรือชอร์โนมอร์สก์

ขณะเดียวกัน ยูเครนระบุว่ารัสเซียกำลังเพิ่มการโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจ นอกเหนือจากคลังสินค้า ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยในช่วงที่ผ่านมาได้โจมตีศูนย์ข้อมูลและระบบโทรคมนาคมด้วย

เซเลนสกียังเปิดเผยข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองทหารยูเครน ว่ารัสเซียกำลังดำเนินการระดมกำลังพลระลอกใหม่ โดยเพิ่มจำนวนผู้ที่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพผ่านช่องทางต่าง ๆ พร้อมระบุว่า ทหารเกาหลีเหนือราว 8,000 นายที่ถูกส่งไปรัสเซียตั้งแต่ปี 2024 ยังคงอยู่ในประเทศ และมีอีกประมาณ 10,000 นายกำลังเข้ารับการฝึก อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียปฏิเสธแนวคิดเรื่องการระดมพลครั้งใหม่ โดยเรียกว่าเป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน อันดรี ซีบีฮา กล่าวหารัสเซียว่าจงใจโจมตีสถาบันวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาทำงาน พร้อมเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเพิ่มการสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศแก่ยูเครน

ขณะเดียวกัน ยูเครนยังเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย โดยเซเลนสกีระบุว่า กองกำลังยูเครนโจมตีโรงงานด้านกลาโหม 2 แห่งในแคว้นตูลาและโวโรเนช รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในแคว้นครัสโนดาร์ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกและตอนใต้ของรัสเซีย โดยยูเครนใช้โดรนพิสัยไกลโจมตีคลังเชื้อเพลิงและโรงงานอุตสาหกรรมของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงโดรนของยูเครนตกได้ 254 ลำในช่วงกลางคืน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดความเสียหายจากการโจมตีทั้งหมด

การโจมตีระลอกล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากความพยายามทางการทูตในเวทีสหประชาชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อผลักดันการเจรจายุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขณะที่ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า โอกาสที่จะมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วในการเจรจาสันติภาพยังมีน้อย และระบุว่ายูเครนจะต้องชดใช้สำหรับการโจมตีที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างปฏิเสธว่าไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีพลเรือนโดยเจตนา.


ที่มา Reuters / Associated Press