ทางการเกาหลีใต้เรียกตัวทูตยูเครนเข้าพบ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงต่อกรณีที่ประธานาธิบดี เซเลนสกี เปิดเผยเรื่องที่ยูเครนส่งตัวเชลยศึกชาวเกาหลีเหนือ 2 คนให้เกาหลีใต้ ทั้งที่ควรจะเป็นความลับ

เมื่อวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. 2569 นายพัค ยุนจู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งเกาหลีใต้เรียกตัวอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครน ประจำกรุงโซล เข้าพบเพื่อยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการและแสดง “ความเสียใจอย่างยิ่ง” ต่อกรณีฝ่ายยูเครนเปิดเผยว่า ได้ส่งตัวเชลยศึกชาวเกาหลีเหนือ 2 รายให้แก่เกาหลีใต้แล้ว

ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยเรื่องดังกล่าวกลางที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) โดยกล่าวเสริมด้วยว่า “ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะจับกุมพวกเขาในสภาพที่ยังมีชีวิต”

อนึ่ง ทหารเกาหลีเหนือทั้งสองนายถูกจับกุมในแคว้นคูร์สค์ (Kursk) ของรัสเซีย ตั้งแต่ต้นปี 2568 และเจรจายืดเรื้อรังนานกว่าหนึ่งปีก่อนจะมีการส่งตัวมายังเกาหลีใต้ตามความประสงค์ของทหารทั้งสองนาย

การเปิดเผยเรื่องดังกล่าวทำให้ฝ่ายเกาหลีใต้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้ฝ่ายยูเครนขอโทษ เนื่องจากเรื่องการส่งตัวควรจะ “ถูกเก็บเป็นความลับ” ตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ฝ่ายยูเครนกลับนำมาเปิดเผย ทำลายความไว้วางใจระหว่างสองประเทศอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบประธานาธิบดียูเครนออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของเกาหลีใต้ โดยระบุว่า “ทั้งสองประเทศไม่ได้มีข้อตกลงห้ามเปิดเผยข้อมูลระหว่างกัน”

ด้านประธานาธิบดี อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่อง “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” พร้อมระบุว่า เรื่องการส่งตัวเชลยศึกเป็น “ประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูงมาก” และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะที่ฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง โดยกล่าวหาว่าเขา “พยายามปกปิดเรื่องการส่งตัวเชลยเพื่อเอาใจเปียงยาง”

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ชี้แจงว่า เหตุผลที่ต้องเก็บการส่งตัวเป็นความลับ ส่วนหนึ่งเพื่อคุ้มครองครอบครัวของทหารเกาหลีเหนือ และเพื่อช่วยไม่ให้ยูเครนถูกวิจารณ์เรื่องเสียโอกาสแลกเปลี่ยนตัวเชลยศึกกับรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้ยูเครนขอโทษ สำหรับการ “ประกาศข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง” กรณีปฏิเสธเรื่องข้อตกลงห้ามเปิดเผยข้อมูล

ทั้งนี้ ยูเครนพยายามกดดันให้เกาหลีใต้สนับสนุน “อาวุธร้ายแรง” (lethal weapons) เช่น ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อต่อสู้กับรัสเซีย โดยชี้ว่าเกาหลีเหนือเข้าร่วมสงครามแล้ว เกาหลีใต้จึงไม่อาจเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ได้

ส่วนเกาหลีใต้แม้จะแสดงความเห็นใจยูเครน และอนุมัติความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับอุปกรณ์ที่ไม่ใช่อาวุธร้ายแรงมาตลอด รวมถึงล่าสุดมอบแพ็กเกจช่วยเหลือ 100 ล้านดอลลาร์ แต่พวกเขายังคงยึดนโยบายเดิมคือ ไม่ส่งมอบอาวุธร้ายแรงให้แก่ประเทศที่อยู่ในสภาวะสงคราม

ก่อนหน้านี้รัสเซียเคยออกมาเตือนว่า จะ “ตอบโต้” หากเกาหลีใต้ตัดสินใจจัดส่งอาวุธให้ยูเครน ขณะที่เกาหลีใต้ยังต้องพยายามรักษาสัมพันธ์กับรัสเซียและจีนเพื่อใช้คุมเชิงเกาหลีเหนือ


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc