ฝนตกหนักจากอิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มในพื้นที่กว่า 60 หมู่บ้านของภูมิภาคตะนาวศรี ทางตอนใต้ของเมียนมา มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 คน และสูญหายมากกว่า 30 คน ขณะที่ถนนและสะพานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก

ฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มในพื้นที่ภูมิภาคตะนาวศรี ทางตอนใต้สุดของเมียนมา โดยเฉพาะในอำเภอทวาย อำเภอหล่องโลน และอำเภอทะเยตชอง ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านมากกว่า 60 แห่ง และมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 คน ขณะที่ยังมีผู้สูญหายมากกว่า 30 คน ตามข้อมูลของกลุ่มสหภาพแห่งชาติทวาย หรือ TNF

รายงานระบุว่า ผู้เสียชีวิตที่ค้นพบแล้วอยู่ในอำเภอหล่องโลน 10 คน ทวาย 2 คน และทtเยตชอง 1 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่รายงานตัวเลขแตกต่างกัน โดยระบุว่าสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้อย่างน้อย 8 คน และคาดว่ายังมีผู้สูญหายประมาณ 20-30 คน เนื่องจากหลายพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังพื้นที่ภาคใต้ของเมียนมาเผชิญฝนตกหนักตั้งแต่คืนวันที่ 25 กันยายน จากอิทธิพลของระบบสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงประเทศไทย โดยฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดดินถล่มในหลายพื้นที่ของเมืองหล่องโลน

ในจำนวนผู้เสียชีวิต มีวัยรุ่น 3 คนที่อยู่ภายในบริเวณวัดแห่งหนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ ก่อนถูกดินถล่มซัดพัดไปพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างในหมู่บ้าน โดยมีรายงานว่าอาคารประมาณ 18 หลังถูกดินถล่มฝัง ขณะที่ยังมีประชาชนและหมู่บ้านจำนวนหนึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ท่ามกลางฝนที่ยังคงตกต่อเนื่อง

น้ำท่วมและดินถล่มยังสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนมากกว่า 50 หลัง และสะพานประมาณ 8 แห่ง รวมถึงสะพานหมู่บ้านกะญินจองบนทางหลวงสหภาพหมายเลข 8 ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมเมืองทวายกับเมืองมะริด ส่งผลให้การคมนาคมทางบกระหว่างพื้นที่ได้รับผลกระทบและถูกตัดขาดในบางช่วง

สถานการณ์ยังส่งผลให้ถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านหลายสายถูกดินถล่มปิดกั้น ทำให้ทีมกู้ภัยและทีมช่วยเหลือไม่สามารถเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยบางแห่งได้ รายงานระบุว่าบางหมู่บ้านสามารถเข้าถึงได้ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น และทีมกู้ภัยพบประชาชนหลายร้อยคนต้องอพยพออกจากบ้านไปพักพิงตามวัดต่าง ๆ

เมียนมายังเผชิญข้อจำกัดด้านการกู้ภัยและการให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางอาวุธภายในประเทศ ทำให้การประเมินความเสียหายและจำนวนผู้เสียชีวิตทำได้ยาก โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า นอกจากต้องรับมือกับขนาดของภัยพิบัติแล้ว ยังประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ขณะเดียวกัน ฝนยังคงตกในพื้นที่ตะนาวศรี และยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเพิ่มเติม หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาของเมียนมาระบุว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงเหนือทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอลตอนใต้ และคาดว่าจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศช่วงวันที่ 27-30 กันยายน พร้อมเตือนประชาชนในพื้นที่ใกล้ภูเขาและแม่น้ำให้ระวังน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม

นอกจากนี้ มีรายงานว่าหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณใกล้ทะเลอันดามันอาจเคลื่อนตัวไปทางเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือในช่วง 24 ชั่วโมง และมีโอกาสทวีกำลังขึ้นเป็นพายุดีเปรสชัน ก่อนเคลื่อนเข้าสู่บริเวณตอนเหนือของทะเลอันดามันและพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี

เมียนมามีประชากรราว 51 ล้านคน และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศและการลดลงของความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมยิ่งเพิ่มความยากลำบากในการรับมือภัยพิบัติ

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่กรุงเทพมหานครของไทยเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องเกือบ 48 ชั่วโมงในช่วงสุดสัปดาห์ จนเกิดน้ำท่วมบ้านเรือน ร้านค้า และถนนหลายพื้นที่ และมีการประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติจากน้ำท่วมในกรุงเทพฯ.


ที่มา The Irrawaddy/ AFP