ประธานาธิบดีเซอร์เบียลาออกจากตำแหน่งแล้ว เพื่อเปิดทางสำหรับการเลือกตั้งใหม่ หลังจากเผชิญการประท้วงของประชาชนนานกว่า 1 ปีครึ่ง จากข้อครหาเรื่องการทุจริต
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ย. 2569 ประธานาธิบดี อเล็กซานดาร์ วูชิช แห่งประเทศเซอร์เบีย ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว เพื่อเปิดทางให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ก่อนกำหนด หลังต้องเผชิญกับการประท้วงของนักศึกษาและประชาชนที่ยืดเยื้อมานานกว่าหนึ่งปีจากประเด็นการทุจริตของรัฐบาล
การประท้วงดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 หลังเกิดเหตุหลังคาถล่มที่สถานีรถไฟ Novi Sad ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 16 ศพ โดยประชาชนมองว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงการทุจริต และการฉวยโอกาสในโครงการก่อสร้างของรัฐบาล เนื่องจากนายวูชิชเคยชูโครงการปรับปรุงสถานีนี้เป็นผลงานชิ้นเอก
แม้จะมีเจ้าหน้าที่หลายคนลาออกไปก่อนหน้านี้ แต่การประท้วงที่นำโดยกลุ่มนักศึกษา ร่วมกับครู เกษตรกร และแรงงาน ได้บานปลายและยืดเยื้อตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาจากการปราบปรามของตำรวจ
ก่อนลงจากตำแหน่ง นายวูชิชได้ใช้อำนาจให้อภัยโทษแก่บุคคล 49 ราย ซึ่งรวมถึงนักศึกษา 23 คนและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลที่ถูกดำเนินคดีระหว่างเหตุการณ์ความวุ่นวายในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา
การลาออกของนายวูชิชทำให้เซอร์เบียต้องจัดเลือกตั้งถึง 2 ครั้งก่อนจบปี โดยจะมีการเลือกตั้งรัฐสภาก่อนกำหนดในปลายเดือนตุลาคมนี้ และการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ภายใน 3 เดือน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐธรรมนูญห้ามดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 นายวูชิชจึงวางแผนลงสมัครเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรค “ก้าวหน้า” (Progressive Party) เพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองไว้
ในระหว่างนี้ นางอานา เบอร์นาบิช ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราวจนกว่าจะเลือกตั้งเสร็จสิ้น
ทั้งนี้ นายวูชิชถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองของเซอร์เบียมานานกว่าทศวรรษ โดยเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2557 และเป็นประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 2560
นโยบายการต่างประเทศของเขาเป็นแนวประชานิยมและเอนเอียงเข้าข้างรัสเซีย รวมถึงเปิดรับการลงทุนจากจีน แม้เจ้าตัวจะอ้างว่าต้องการนำเซอร์เบียเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ก็ตาม
การเลือกตั้งรัฐสภาที่จะถึงนี้จะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรครัฐบาลของวูชิช กับกลุ่มนักศึกษาต้านการทุจริต และพันธมิตรฝ่ายค้านสายโปรตะวันตก
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc