เจ้าชายแฮร์รี่ ดยุคแห่งซัสเซกซ์ บอกผู้สื่อข่าวว่า พระองค์รู้สึกยอดเยี่ยมมากที่ได้กลับมาอยู่ในอังกฤษอีกครั้ง หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ นานถึง 6 ปี

เจ้าชายแฮร์รี่ทรงให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CTV ของแคนาดาว่า รู้สึก “เยี่ยมมาก” ที่ได้กลับมาประทับบนแผ่นดินอังกฤษอีกครั้ง โดยระบุว่าพระโอรสและพระธิดามีความสุขกับการเรียน และการกลับมาครั้งนี้ทำให้พระองค์สามารถมุ่งมั่นกับการเตรียมงานแข่งขันกีฬา Invictus Games ที่จะจัดขึ้นที่เมืองเบอร์มิงแฮมในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าได้อย่างเต็มที่

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวตัดสินใจย้ายกลับมายังสหราชอาณาจักร เจ้าชายแฮร์รี่ทรงตอบว่ามี “เหตุผลหลายอย่าง” แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติม

เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนทรงลดบทบาทจากการเป็นพระราชวงศ์ชั้นสูงและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2563 ก่อนจะเสด็จกลับมาประทับเป็นการถาวรในอังกฤษเมื่อเดือนสิงหาคม โดยเป็นที่เข้าใจกันว่า ครอบครัวของพระองค์ประทับอยู่ที่อสังหาริมทรัพย์ส่วนพระองค์นอกกรุงลอนดอน ในเขตคอตส์โวลด์ส

อย่างไรก็ตาม เจ้าชายอาร์ชี วัย 7 พรรษา และเจ้าหญิงลิลิเบต วัย 5 พรรษา พระโอรสกับพระธิดาของเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกน พระชายา ต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนแห่งใหม่เพียงไม่กี่วันหลังจากเปิดเรียน เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยระหว่างการเดินทางไปส่งที่โรงเรียน

มีรายงานว่า ทีมรักษาความปลอดภัยส่วนพระองค์ของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับระยะทางและสภาพการจราจรที่ติดขัดบนเส้นทางไปโรงเรียน

ทั้งนี้ ขณะที่เจ้าชายแฮร์รี่ออกปฏิบัติพระกรณียกิจเกี่ยวกับงาน Invictus Games เป็นหลัก การกลับสหราชอาณาจักรของแฮร์รี่และเมแกนยังเต็มไปด้วยความตึงเครียดกับพระราชวงศ์ โดยเมแกนเก็บตัวเงียบและปรากฏตัวต่อสาธารณชนเพียงไม่กี่ครั้ง

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าทั้งสองพระองค์ทรงประหลาดใจกับพระราชหัตถเลขา (จดหมาย) ที่อนุมัติโดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งย้ำเตือนว่าทั้งคู่มีสถานะเป็น “พลเรือนทั่วไป” พร้อมออกแนวทางปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่รัฐและกองทัพ

ด้านคณะกรรมการบริหารเพื่อการคุ้มครองพระราชวงศ์และบุคคลสำคัญ (Ravec) ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการอารักขาความปลอดภัยของสมาชิกราชวงศ์ อยู่ระหว่างการทบทวนว่าจะให้การคุ้มครองความปลอดภัยโดยตำรวจแก่ครอบครัวซัสเซกซ์ด้วยงบประมาณภาษีประชาชนหรือไม่


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc