นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน ชี้ประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 0.1% แต่กลับต้องรับผลกระทบรุนแรง
วันที่ 25 กันยายน 2569 นายบาลเลนดรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาล กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ว่าเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเนปาลเมื่อเดือนที่ผ่านมาเป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงอันตรายที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติช่วยเหลือเนปาลในการรับมือและปรับตัวต่อวิกฤติที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ผู้นำเนปาลกล่าวว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังทำให้ระบบนิเวศเปราะบางในเทือกเขาหิมาลัยเกิดความไม่มั่นคง ส่งผลให้ชั้นดินเยือกแข็งถาวรและธารน้ำแข็งละลาย รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงจากภัยพิบัติในพื้นที่ ทางด้านนักวิทยาศาสตร์จากกลุ่ม World Weather Attribution ระบุว่า ภัยพิบัติครั้งนี้เป็น “วิกฤติซ้อนทับ” ซึ่งเกิดจากความไม่มั่นคงทางธรณีวิทยาในพื้นที่ ประกอบกับภาวะโลกร้อนในระยะยาวที่ทำให้ธารน้ำแข็งถอยร่นและชั้นดินเยือกแข็งละลาย
โดยเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา เนปาลเผชิญหนึ่งในภัยพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังเกิดมวลน้ำลักษณะคล้ายสึนามิจากการพังถล่มของภูเขาน้ำแข็งบนพื้นที่สูงบริเวณชายแดนเนปาล-จีน ก่อนกระแสน้ำจะไหลเข้าทำลายพื้นที่เป็นวงกว้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,400 ศพ และยังสูญหายอีกประมาณ 6,000 คน ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินว่าสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายกรัฐมนตรีเนปาลยังระบุว่า เนปาลมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกไม่ถึง 0.1% แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการช่วยประเทศกำลังพัฒนาปรับตัวต่อภาวะโลกร้อน โดยชี้ว่าเนปาลไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันรับมือวิกฤติที่รุนแรงขึ้นจากความล้มเหลวของการกำกับดูแลระดับโลกได้เพียงลำพัง
พร้อมกันนี้นายชาห์ยังเสนอจัดตั้งกลไกที่เรียกว่า “Himalaya Climate Resilience Mechanism” โดยให้เนปาล อินเดีย และจีนร่วมมือกันแบ่งปันข้อมูลดาวเทียมและองค์ความรู้ เฝ้าระวังทะเลสาบธารน้ำแข็ง รวมถึงพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าร่วมกัน เพื่อรับมือภัยพิบัติในภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัย.