ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือนว่า หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง แนวรบอาจขยายจากอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดงไปถึงมหาสมุทรอินเดียและไกลกว่านั้น ทำให้เกิดความกังวลต่อเส้นทางเดินเรือและความมั่นคงด้านพลังงานของอินเดีย
ยาห์ยา ราฮิม ซาฟาวี ที่ปรึกษาของโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาเตือนว่า อิหร่านอาจขยายพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไปถึงมหาสมุทรอินเดีย หากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง
ซาฟาวีกล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านว่า ขณะนี้ความขัดแย้งได้ขยายจากอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซไปยังทะเลแดงแล้ว และหากเกิดสงครามเพิ่มเติม แนวรบก็อาจขยายออกไปอีกจนถึงมหาสมุทรอินเดีย หรืออาจไกลกว่านั้น คำเตือนดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดของอิหร่านระบุถึงมหาสมุทรอินเดียอย่างชัดเจน
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลเป็นพิเศษต่ออินเดีย เนื่องจากมหาสมุทรอินเดียเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานและการค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา หากการสู้รบขยายเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ การนำเข้าน้ำมัน ต้นทุนค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเล
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก ขณะที่ทะเลแดงเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมการเดินเรือระหว่างเอเชียกับยุโรป โดยความขัดแย้งในทะเลแดงก่อนหน้านี้ทำให้บริษัทเดินเรือหลายแห่งต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ระยะเวลาการเดินทางและต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น
ความเคลื่อนไหวล่าสุดจึงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้นำเข้าและผู้ส่งออกของอินเดีย รวมถึงเพิ่มภารกิจด้านความมั่นคงให้กับกองทัพเรืออินเดีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยส่งเรือออกไปคุ้มกันเรือพาณิชย์และรับมือภัยคุกคามทางทะเลในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าคำเตือนของซาฟาวีจะนำไปสู่การขยายปฏิบัติการทางทหารในมหาสมุทรอินเดียจริงหรือไม่ โดยเขาไม่ได้ระบุว่าอิหร่านจะมุ่งเป้าไปที่เรือพาณิชย์ ฐานทัพหรือทรัพย์สินทางทหาร หรือประเทศใดเป็นการเฉพาะ
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่พื้นที่ความขัดแย้งได้ขยายจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลแดง และสถานการณ์ในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือและพลังงานระหว่างประเทศมากขึ้น โดยก่อนเกิดสงคราม ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางที่รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกในสัดส่วนสำคัญ
อินเดียมีความเปราะบางต่อสถานการณ์ในภูมิภาค เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสำคัญ ขณะที่รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับลูกเรือและเรืออินเดียที่ปฏิบัติการในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และน่านน้ำใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงการต่างประเทศอินเดียยังแสดงความกังวลหลังเกิดเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ใกล้ชายฝั่งโอมานเมื่อวันที่ 23 กันยายน ซึ่งทำให้ลูกเรือชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ราย สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเดินเรือในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงมีความพยายามทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายพบหารือกันที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
อิหร่านเสนอเงื่อนไขสำหรับการยุติสงคราม ซึ่งรวมถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่กระทบเศรษฐกิจอิหร่าน และการปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดอยู่ในต่างประเทศโดยไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านยังระบุถึงการยุติสงครามในเยเมนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งในภูมิภาค
สถานการณ์ล่าสุดจึงทำให้เกิดความกังวลว่า หากการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านกลับมาเกิดขึ้นอีก ความขัดแย้งอาจขยายพื้นที่ออกจากตะวันออกกลางและส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือและความมั่นคงด้านพลังงานในมหาสมุทรอินเดียมากขึ้น.
ที่มา FRANCE 24 / New Indian Express