สหราชอาณาจักรเตรียมทบทวนข้อตกลงยกหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียสใหม่อีกครั้ง หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงการต่อต้านอย่างรุนแรง และประณามกลางเวที UNGA ว่า “เป็นข้อตกลงที่แย่มาก”
เมื่อ 23 ก.ย. 2569 นายเวส สตรีทติง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร บอกกับสำนักข่าว BBC ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องนำข้อตกลงส่งมอบอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสให้แก่ประเทศมอริเชียส กลับมาทบทวนอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประณามกลางเวทีประชุม UNGA ว่า “เป็นข้อตกลงที่แย่มาก”
สหราชอาณาจักรต้องกลับมาทบทวนข้อตกลงนี้เนื่องจากขาดการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ โดยสตรีทติงระบุว่าจำเป็นต้องหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อปรับแก้ไขข้อตกลงให้อยู่ในจุดที่สหรัฐฯ สามารถยอมรับได้
การทบทวนดังกล่าวนี้ยังไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด แต่สตรีทติงยืนยันว่าจะ “ยังไม่มีการจ่ายเงินใดๆ ให้แก่มอริเชียสในระยะนี้” ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังหาข้อตกลงใหม่ที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ร่วมกัน
ด้านนายกรัฐมนตรี แอนดี เบิร์นแฮม ยืนยันระหว่างการพบปะกับทรัมป์นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก ว่า สหราชอาณาจักรจะเร่งหาทางออกร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อปกป้องอนาคตของฐานทัพบนหมู่เกาะดังกล่าว
ทั้งนี้ ตามข้อตกลงฉบับล่าสุด สหราชอาณาจักรจะยกอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสให้แก่มอริเชียส แต่จะขอเช่าพื้นที่ตั้งฐานทัพทหารร่วมระหว่างสหราชอาณาจักร-สหรัฐฯ บนเกาะดิเอโกการ์เซีย ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในมหาสมุทรอินเดีย เป็นเวลา 99 ปี โดยจ่ายค่าเช่าเฉลี่ยปีละ 101 ล้านปอนด์
อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้ข้อตกลงนี้ถูกระงับเอาไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศไม่สนับสนุน
การเจรจาเรื่องอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2565 หลังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มีความเห็นว่าการแยกหมู่เกาะชากอสออกจากมอริเชียสในปี 2508 เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ผู้นำสหราชอาณาจักรจึงกังวลว่าคดีความทางกฎหมายที่ยืดเยื้ออาจกระทบต่อความมั่นคงของฐานทัพ
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์และฝ่ายค้านในสหราชอาณาจักรคัดค้านข้อตกลงนี้อย่างหนัก โดยมองว่าเป็น “สัญญาณแห่งความอ่อนแอ” รวมทั้งกังวลว่าอาจเปิดโอกาสให้ประเทศจีนขยายอิทธิพลเข้ามาในบริเวณหมู่เกาะดังกล่าว นอกจากนี้ฝ่ายค้านยังวิจารณ์เรื่องภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวอีกด้วย
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc