ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงราว 1% หลังจากประมาณการส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียปรับตัวสูงขึ้น แต่ลดไม่มากเท่าที่ควรเพราะโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดความหวังเรื่องข้อตกลงกับอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงเมื่อวันอังคาร เนื่องจากปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้นจากการกลับมาเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก รวมถึงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ปรับตัวดีขึ้น หลังจากชะงักงันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงไม่มากเท่าที่ควร หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดับความหวังว่าจะมีข้อตกลงยุติความขัดแย้งในระยะสั้น โดยระบุว่าสัญญาสันติภาพน่าจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมขู่ว่าอาจ “บดขยี้” อิหร่านหากตกลงกันไม่ได้

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) สัญญาเดือนพฤศจิกายน ปิดที่ 99.25 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 1.09 ดอลลาร์ (-1.09%) ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) สัญญาเดือนตุลาคม ปิดที่ 94.99 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 1.19 ดอลลาร์ (-1.24%)

ก่อนหน้านี้ช่วงระหว่างวัน ราคาน้ำมันดิบทั้งสองตัวเคยร่วงลงไปมากกว่า 2 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนจะขยับตัวขึ้นมาหลังสุนทรพจน์ของทรัมป์ ที่เวทีประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียกลับมาเปิดดำเนินการท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) อีกครั้ง หลังต้องหยุดชะงักไปเมื่อวันที่ 13 ก.ย. จากการถูกโดรนของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนโจมตี โดยคาดว่าจะเริ่มกลับมาส่งออกผ่านท่าเรือยันบุ (Yanbu) ได้ในเร็วๆ นี้

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากดาวเทียมพบว่า การขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วง 6 วันที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 2.9 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับราว 700,000 บาร์เรล/วัน ในเดือนสิงหาคม

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับ Reuters ว่า อิหร่านพร้อมจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายใน 7 วัน หากสหรัฐฯ ลดแรงกดดันทางการทหารและยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน โดยคณะผู้แทนอิหร่านที่เข้าร่วมการประชุมใหญ่ UN ในนิวยอร์ก ได้รับมอบอำนาจอย่างเต็มที่ในการรื้อฟื้นกระบวนการทางการทูตกับสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์จาก Saxo Bank ธนาคารเพื่อการลงทุนในเดนมาร์กมองว่า ราคาน้ำมันจะยังไม่ปรับตัวลงไปมากกว่านี้จนกว่าอุปทานผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันสำเร็จรูป

ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดีเซลในยุโรปและสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ เนื่องจากสงครามในอิหร่านและสงครามในยูเครนตัดลดการส่งออกน้ำมันจากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างหนัก


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : euronext