โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่กลางที่ประชุม UN ว่า เขาอาจจะทำลายประเทศอิหร่าน หากเตหะรานไม่ยอมทำข้อตกลงสันติภาพ อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่า จะมีการบรรลุข้อตกลงหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ใช้โอกาสในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ (UN General Assembly) เมื่อวันอังคารที่ 22 ก.ย. 2569 ชี้แจงถึงการทำสงครามกับอิหร่านว่าเป็นไปเพื่อยับยั้งไม่ให้เตหะรานพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมออกคำเตือนอย่างรุนแรงว่า เขาอาจ “บดขยี้สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ให้สิ้นซาก” หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง

“ผมมีการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ต้องทำ จะยอมให้เกิดข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อให้พวกเขาสร้างชาติขึ้นมาใหม่ และกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... หรือผมควรจะบดขยี้สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ให้สิ้นซาก ทำอย่างรวดเร็ว และไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาฆ่าหรือทำลายผู้คนและประเทศอื่นได้อีก?” ทรัมป์กล่าว

“ผมควรส่งพวกเขาย้อนกลับลงนรก โดยไร้ซึ่งทางรอด ไร้ซึ่งความหวังที่จะยิ่งใหญ่ในอนาคตหรือในรุ่นลูกรุ่นหลานหรือไม่?”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์คาดการณ์ว่ารัฐบาลของเขาจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านได้ทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ พร้อมเรียกร้องให้ชาติต่างๆ ร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจเพื่อบีบให้ยอมกลับสู่โต๊ะเจรจา

“แต่ผมเชื่อว่าเราจะบรรลุข้อตกลงกันได้ทันทีหลังการเลือกตั้ง เพราะมันไม่มีเหตุผลเลยที่พวกเขาจะไม่ทำ พวกเขากำลังรอดูผลการเลือกตั้งกลางเทอมของผมอยู่”

ทรัมป์ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีทางยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด “สิ่งที่อยู่ในหัวของผมเพียงอย่างเดียว คืออิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์”

เขายังเปรียบเทียบรูปแบบการทำงานและภาวะผู้นำของตนเองกับประชาคมโลกด้วยว่า “ในขณะที่คนอื่นเอาแต่พูด ผมลงมือทำ ในขณะที่คนอื่นพูดถึงสันติภาพ ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมา ในขณะที่คนอื่นมองข้ามภัยคุกคาม ผมเป็นคนเข้าไปเผชิญหน้า ในขณะที่คนอื่นพูดถึงความกล้าหาญ อเมริกาได้แสดงมันให้เห็นแล้ว”

นอกจากปกป้องการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านแล้ว คาดกันว่านายทรัมป์จะวิพากษ์วิจารณ์ UN และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ว่าพยายามแทรกแซงอธิปไตยของสหรัฐฯ และผลักดันวาระเอียงซ้าย หลังจากที่เขาเคยสร้างความตกตะลึงเมื่อปีก่อน ด้วยการกล่าวว่าหลายประเทศกำลัง “ลงสู่นรก” จากนโยบายสภาพภูมิอากาศและการย้ายถิ่นฐาน

ทรัมป์มีกำหนดการพบปะกับผู้นำระดับโลกมากกว่า 11 ประเทศ เพื่อหารือในประเด็นขัดแย้งสำคัญทั่วโลก รวมถึงการหารือกับ กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (7 ฝ่าย) ท่ามกลางความกังวลเรื่องการรุกคืบอย่างต่อเนื่องของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังจะพบกับนาง เดลซี โรดริเกซ ผู้นำชั่วคราวของเวเนซุเอลา เพื่อหารือการเปิดธุรกิจน้ำมันให้สหรัฐฯ เข้าไปลงทุน และเตรียมลงนามข้อตกลงความมั่นคงกับกรีนแลนด์และเดนมาร์ก ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ สามารถส่งทหารเข้าไปประจำการในเกาะแห่งนี้ได้มากขึ้น


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna