ตำรวจสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของ เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ ลูกชายของ ซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลระดับโลก โดยเชื่อว่าเป็นการใช้ยาเกินขนาด

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองซานตาโมนิกาเปิดเผยในวันจันทร์ที่ 21 ก.ย. 2569 ว่า พวกเขากำลังเร่งสอบสวนการเสียชีวิตของ เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ ลูกชายของ ซินดี ครอว์ฟอร์ด ซูเปอร์โมเดลระดับโลก โดยเจ้าหน้าที่สงสัยว่า คดีนี้อาจเป็นการใช้ยาเกินขนาด

เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ นายแบบวัย 27 ปี เสียชีวิตที่สถานบำบัดแห่งหนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ ตามบันทึกของสำนักงานชันสูตรเขต ลอสแอนเจลิส เคาน์ตี อย่างไรก็ตามตำรวจระบุว่า ยังไม่ได้สรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง พร้อมเสริมว่าไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงการฆาตกรรมหรือการทำร้ายร่างกาย

แอลลี เจนกินส์ ตัวแทนของครอว์ฟอร์ด และแรนดี เกอร์เบอร์ สามีของเธอเปิดเผยกับ CBS News สื่อในสหรัฐฯ ว่า "ทางครอบครัวขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวดอย่างยิ่งนี้"

ทั้งนี้ เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ ทำงานเป็นนายแบบเช่นเดียวกับแม่และ ไกอา (Kaia) น้องสาวของเขา โดยเขาเดินแบบเปิดตัวบนแคตวอล์กให้กับแบรนด์หรูจากอิตาลีอย่าง Moschino ด้วยวัยเพียง 16 ปี จากนั้น เขาก็ได้ร่วมงานและเดินแบบให้กับแบรนด์ชั้นนำมากมาย รวมถึง Burberry, Dolce & Gabbana และ Bottega Veneta

ส่วน แรนดี เกอร์เบอร์ พ่อของเขา เป็นนักธุรกิจชื่อดัง และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์สุรา Casamigos ร่วมกับ จอร์จ คลูนีย์ นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวูด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพรสลีย์ เกอร์เบอร์ เคยเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดของเขา

ในปี 2566 เพรสลีย์ เคยกล่าวในรายการพอดแคสต์ Studio 22 ว่า "การที่ผมเคยต่อสู้กับปัญหาสุขภาพจิต โรคซึมเศร้า และสิ่งอื่นๆ ที่ตามมา ผมคิดว่าไม่ว่าผมจะช่วยเหลือคนได้เพียงคนเดียว หรือเป็นร้อยคนให้พ้นจากจุดที่ผมเคยอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตได้ นั่นคือทั้งหมดที่ผมจำเป็นต้องทำแล้ว"

ขณะที่ในนิตยสาร American Vogue ฉบับเดือนกันยายน ไกอา น้องสาวของเพรสลีย์ได้ระบุถึงการต่อสู้กับอาการเสพติดของพี่ชาย โดยเธอระบุว่า "เมื่อมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นในครอบครัว มันทำให้ทุกคนดึงสติและกลับมาทบทวนตัวเอง"

ก่อนหน้านี้ เพรสลีย์เคยพูดถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับครอบครัว รวมถึงไกอา ซึ่งเขาเคยร่วมถ่ายแบบแคมเปญให้ Calvin Klein ในปี 2561 และสักชื่อของเธอไว้บนแขนด้วย

เขาเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร People ในปีนั้นว่า "พวกเราเป็นครอบครัวที่สนิทกันมาก โดยเฉพาะผมกับน้องสาว ดังนั้นมันจึงดีมากจริงๆ ... พวกเราได้เดินทางไปด้วยกันครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมด มันเลยทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเท่าไหร่”


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc