โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียฉบับใหม่แล้ว ให้อำนาจตั้งกำแพงภาษี 100% กับประเทศที่ซื้อพลังงานจากรัสเซีย แต่อาจมีข้อยกเว้นหากจำเป็นต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในร่างกฎหมายมอบอำนาจลงโทษคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหม่แล้ว ในวันศุกร์ที่ 18 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้ยุติสงครามในยูเครน หลังจากที่สภาคองเกรสอนุมัติร่างกฎหมายนี้ล่วงหน้าเมื่อต้นสัปดาห์

กฎหมายดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “กฎหมายลงโทษรัสเซียกับอิหร่าน ลินด์เซย์ โอ. เกรแฮม 2026” จะมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีกำหนดภาษีศุลกากรสูงสุดถึง 100% สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียรายใหญ่สุด 5 อันดับแรก โดยเฉพาะ จีน กับ อินเดีย

แต่กฎหมายนี้มีข้อยกเว้นสำหรับประเทศที่นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไม่ถึง 15% ของยอดส่งออกก๊าซทั้งหมดของรัสเซีย และประเทศนั้นๆ พยายามดำเนินการอย่างจริงจังในการลดการนำเข้าลง

นอกจากนั้น กฎหมายยังมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีกำหนดภาษีสูงสุดถึง 500% สำหรับสินค้าที่นำเข้าโดยตรงจากรัสเซียด้วย

มาตรการคว่ำบาตรล่าสุดของสหรัฐฯ ยังมุ่งเป้าตัดช่องทางรายได้และเครือข่ายหลบเลี่ยงของรัสเซีย รวมถึงจัดการกับกองเรือเงา (Shadow Fleet) โดยกำหนดมาตรการลงโทษและยึด/สกัดเรือบรรทุกน้ำมันที่รัสเซียใช้ขนส่งพลังงานเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก

สหรัฐฯ ยังคว่ำบาตรสถาบันการเงิน ธนาคาร และองค์กรในภาคพลังงานของรัสเซีย และตัวประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน เจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูง และกลุ่มมหาเศรษฐี (Oligarchs) ของรัสเซียด้วย

การคว่ำบาตรยังจะขยายผลไปยังประเทศอื่น โดยจะลงโทษบริษัทและตัวแทนต่างชาติที่สนับสนุนอุตสาหกรรมความมั่นคงและกองทัพรัสเซีย รวมทั้งขยายอายุมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านออกไปอีก 5 ปี เพื่อสกัดกั้นการร่วมมือด้านอาวุธและพลังงานระหว่างรัสเซียและอิหร่าน

กฎหมายฉบับนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน โดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารของทรัมป์ใช้ดุลยพินิจในการยกเว้นการจัดเก็บภาษีหรือมาตรการคว่ำบาตรได้ หากเห็นว่าจำเป็นต่อประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ

อนึ่ง การพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมกว่า 1 ปี เนื่องจากเดิมทีทรัมป์ต้องการเก็บอำนาจการควบคุมมาตรการคว่ำบาตรและภาษีไว้ที่ตนเอง มากกว่าการให้สภาคองเกรสเป็นผู้กำหนด

ในขณะที่พรรคเดโมแครตบางส่วนไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ แม้ว่าพวกเขาส่วนใหญ่จะสนับสนุนยูเครน แต่บางส่วนกังวลเกี่ยวกับการมอบอำนาจด้านการค้าที่กว้างเกินไปให้แก่ทรัมป์

ด้านประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวขอบคุณสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดยยกย่องว่ากฎหมายฉบับนี้เป็น “เครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่ง” ที่สามารถหยุดยั้งสงครามและบีบให้รัสเซียต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพ

ขณะที่อินเดียแถลงว่า พวกเขาจะยังคงเดินหน้าซื้อน้ำมันผ่านแหล่งพลังงานที่หลากหลายต่อไป ทั้งนี้อินเดียพึ่งพาน้ำมันจากรัสเซียส่วนหนึ่งเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน

การลงนามครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ก่อนที่ทรัมป์มีกำหนดการจะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ณ กรุงวอชิงตัน D.C. โดยคาดว่าจะมีการหารือกันในหลายประเด็นทั้ง การค้า, ข้อตกลงภาษี, การแข่งขันทางเทคโนโลยี, ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระดับโลก


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna