เจ้าหน้าที่แอฟริกาใต้พบศพผู้หญิงรายที่ 7 ในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่พบศพของนักวิ่งหญิงที่หายตัวไป ทำให้ประธานาธิบดีรามาโฟซาสั่งการให้เร่งสืบสวน และเตือนผู้หญิงให้เพิ่มความระมัดระวังตัวในช่วงนี้
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 15 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ของประเทศแอฟริกาใต้พบศพผู้หญิงรายที่ 7 ในจังหวัดกัวเต็ง (Gauteng) ทางตะวันออกของนครโจฮันเนสเบิร์ก ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวไปทั่วชุมชนว่าอาจมีฆาตกรต่อเนื่องลอยนวลอยู่ จนตำรวจต้องออกเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
การพบศพดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีการหายตัวไปของ เอลิซาเบธ “ซอนโซ” โมเซลาโกโม นักวิ่งหญิงวัย 38 ปี ขณะออกมาวิ่งออกกำลังกายเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยการตามหาเธอทำให้เจ้าหน้าที่ได้เบาะแสจนพบศพผู้เสียหายรายอื่น ๆ รวมเป็น 7 รายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยสภาพศพมีลักษณะคล้ายกันคือ อยู่ในสภาพกึ่งเปลือย และมีร่องรอยฟกช้ำ
ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพรวมถึงร่างของโมเซลาโกโม ถูกพบในละแวกเดียวกัน โดยเฉพาะย่าน โรดส์ฟิลด์ (Rhodesfield) ในเมืองเคมป์ตัน พาร์ก (Kempton Park) ภายในจังหวัดกัวเต็ง ขณะที่ศพล่าสุดถูกพบในวันอังคาร (15 ก.ย.) ที่ย่านชุมชนเมืองควา-เธมา (Kwa-Thema) ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 34 กิโลเมตร
ประธานาธิบดี ไซริล รามาโฟซา แห่งแอฟริกาใต้สั่งการด่วนให้ตำรวจเร่งสืบสวนคดีนี้เป็นอันดับแรกและล่าตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษให้ได้
"ผมได้สั่งการให้คดีเหล่านี้ได้รับการจัดลำดับความสำคัญสูงสุด และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวผู้รับผิดชอบมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของเรากำลังดำเนินงานนี้ร่วมกับประชาชน ซึ่งเราต้องพึ่งพาข้อมูลใด ๆ กตามจากพวกเขาที่อาจช่วยหยุดการโจมตีนี้ได้" นายรามาโฟซากล่าว
ขณะที่หน่วยงานตำรวจ (SAPS) เตือนให้ผู้หญิงระมัดระวังตัวเมื่อทำกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมตั้งทีมสืบสวนสหวิทยาการเพื่อเชื่อมโยงคดี แม้จะยังไม่ยืนยันเป็นทางการว่าเป็นฝีมือของฆาตกรต่อเนื่องหรือไม่
เหตุการณ์นี้ตอกย้ำปัญหาความรุนแรงทางเพศและการสังหารผู้หญิงในแอฟริกาใต้ที่เข้าขั้นวิกฤต โดยสถิติชี้ว่าช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคม มีเหตุฆาตกรรมเฉลี่ยสูงถึง 45 รายต่อวัน และงานวิจัยระบุว่าผู้หญิงแอฟริกาใต้กว่า 35% เคยเผชิญความรุนแรงทางร่างกายหรือทางเพศ
องค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และคณะกรรมาธิการความเท่าเทียมทางเพศ ออกมาระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าผู้หญิงในแอฟริกาใต้ไม่มีความปลอดภัย พร้อมเรียกร้องให้ชาติต่าง ๆ เพิ่มมาตรการป้องกัน ทั้งการติดไฟส่องสว่าง เพิ่มการตรวจตราของตำรวจ และติดกล้องวงจรปิดในพื้นที่เสี่ยง โดยย้ำว่า “ไม่ควรต้องรอให้มีผู้หญิงถูกฆ่าตายก่อน ถึงค่อยมาปรับปรุงความปลอดภัยในพื้นที่”
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cbsnews