"ต๋ง เจียนหว่า" อดีตผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนจีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี หลังดำรงตำแหน่งท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ การแพร่ระบาดของโรค และการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อปี 2003 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องกงกับจีน

สื่อท้องถิ่นฮ่องกงรายงานอ้างอิงแถลงการณ์จากสำนักงานของนายต๋ง เจียนหว่า (Tung Chee-hwa) อดีตผู้บริหารสูงสุดคนแรกของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยระบุว่า นายต๋ง ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้วอย่างสงบเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (8 ก.ย.) ขณะมีอายุได้ 89 ปี ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว แม้จะไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ โดยแถลงการณ์ยกย่องเขาเป็นบุคคลผู้ "อุทิศตนเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง"

นายต๋ง เจียนหว่า สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 รับตำแหน่งต่อจากนายคริส แพตเทน (Chris Patten) ผู้ว่าการเกาะฮ่องกงชาวอังกฤษคนสุดท้าย ในวาระที่สหราชอาณาจักรส่งมอบฮ่องกงคืนสู่การปกครองของจีน ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดยุคอาณานิคมยาวนานกว่า 150 ปี ภายใต้หลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ระดับตำนานในวันรับตำแหน่งว่า "เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พวกเรา ชาวฮ่องกง จะได้เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง"

ต๋ง เจียนหว่า เกิดที่นครเซี่ยงไฮ้ในปี 1937 เป็นบุตรชายของ ต๋ง เจาหยง มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจเดินเรือ Orient Overseas เขาสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ (ซึ่งทำให้เขาเป็นแฟนบอลตัวยงของสโมสรลิเวอร์พูล) และเคยทำงานกับบริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริก ในสหรัฐฯ ก่อนจะกลับมารับช่วงดูแลธุรกิจครอบครัวที่ฮ่องกงในปี 1979

เส้นทางสายการเมืองของเขาเริ่มต้นจากการเป็นที่ปรึกษาในคณะรัฐมนตรีของฮ่องกงยุคอาณานิคมเมื่อปี 1992 ก่อนที่ในปี 1996 เขาจะได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ 400 คนที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลจีนให้ดำรงตำแหน่งผู้นำฮ่องกงคนแรก โดยเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้นำจีนในขณะนั้น อย่างประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ซึ่งย้อนกลับไปในอดีต ธนาคารรัฐบาลจีนเคยยื่นมือเข้าช่วยกอบกู้ธุรกิจเดินเรือของครอบครัวเขาจากวิกฤตในช่วงทศวรรษ 1980

การดำรงตำแหน่งของนายต๋งเต็มไปด้วยความผันผวน เขาต้องเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือวิกฤตการเงินเอเชีย ในปี 1997 ที่ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงดิ่งลงอย่างหนัก ตามมาด้วยวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ ทั้งไข้หวัดนก (1997-2002) และการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส ในปี 2003

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2003 เมื่อรัฐบาลของเขาพยายามผลักดันกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ หรือ "มาตรา 23" ส่งผลให้ชาวฮ่องกงมากกว่า 500,000 คนออกมาเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนด้วยชุดสีดำ เนื่องจากเกรงว่ากฎหมายดังกล่าวจะลิดรอนเสรีภาพและสิทธิพลเมือง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ความนิยมของเขาลดลงอย่างมหาศาล จนต้องถอนร่างกฎหมายออกไป และนำไปสู่การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2005 ก่อนครบวาระที่สอง โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นผลมาจากความกดดันของจีนก็ตาม

หลังจากก้าวลงจากตำแหน่งบริหารสูงสุด นายต๋งยังคงมีบทบาทสำคัญทางการเมือง โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาระดับสูงสุดของจีน และทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เนื่องจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลของเขากับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2019 ที่เกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในฮ่องกง นายต๋งได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นกลุ่ม "สร้างความวุ่นวายต่อต้านจีน" และออกมาปกป้องการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนในปี 2020

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นายต๋งได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนน้อยลง โดยการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายคือในพิธีฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 ก่อนจะเข้ารับการผ่าตัดหัวใจในเวลาต่อมา ทั้งนี้ นายต๋ง จื้อหวา สมรสแล้วและมีบุตร-ธิดารวม 3 คน.


ที่มา BBC / Reuters