โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เผยว่า การเจรจาระหว่างยูเครนและรัสเซียอาจเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ในขณะที่มอสโกเปิดฉากถล่มกรุงเคียฟรอบใหม่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย
เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า คณะผู้เจรจาจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา อาจได้พบปะกันอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนนี้เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมอสโกเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟอย่างหนักด้วยขีปนาวุธและโดรน
นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟระบุว่า การโจมตีอย่างหนักตลอดทั้งคืนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และเกิดกลุ่มควันพวยพุ่งเหนือเมืองหลวง หลังสิ้นสุดการหยุดยิง 3 วันเพื่อเปิดทางให้คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ได้เยือนกรุงเคียฟ
ทั้งนี้ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ กับนาย จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปเยือนเมืองหลวงของรัสเซียและยูเครนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเจรจาร่วมกับทั้งเซเลนสกีและประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีครึ่ง
แม้จะยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นรูปธรรมแต่เซเลนสกีเปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า มีความหวังที่จะฟื้นฟูการเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
“พวกเราทุกคนจะเตรียมความพร้อมและผลักดันให้เกิดการประชุมสามฝ่ายระหว่างยูเครน รัสเซีย และอเมริกาให้ใกล้เข้ามา” เซเลนสกีกล่าวกับผู้สื่อข่าว “หากทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน เราก็อยากจะจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หากเป็นเดือนกันยายนได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ยิ่งเร็วยิ่งดี”
การเจรจาหลายรอบก่อนหน้านี้ประสบความล้มเหลวในการทำให้ทั้งสองฝ่ายขยับเข้าใกล้ข้อตกลง นอกจากนั้น ความไว้วางใจระหว่างยูเครนกับรัสเซียก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และไม่มีสัญญาณว่าฝ่ายมอสโกหรือเคียฟจะยอมปรับเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง
อย่างไรก็ดี การเดินทางเยือนของนายวิตคอฟฟ์กับนายคุชเนอร์ ถือเป็นสัญญาณที่วอชิงตันกลับมาพยายามเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างยูเครนกับรัสเซียอีกครั้ง หลังจากความพยายามดังกล่าวหยุดชะงักไปนับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มทำสงครามกับอิหร่านในตะวันออกกลาง
นายวิตคอฟฟ์กล่าวถึง "ความคืบหน้าที่สำคัญ" ในการหารือร่วมกับยูเครนและรัสเซีย ซึ่งช่วยเพิ่มความหวังในการฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพแบบสามฝ่าย
“ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหยุดยั้งการเข่นฆ่าและผลักดันไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” วิตคอฟฟ์ระบุผ่าน X
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna