นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ออกคำสั่งให้รื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานของชาวยิวที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้อิสราเอลปราบปรามเหตุความรุนแรงและการโจมตีชาวปาเลสไตน์โดยกลุ่มชาวยิวสุดโต่ง
เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีคลังอิสราเอล เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีคำสั่งให้รื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลบางแห่งในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายของอิสราเอล
สโมทริช ซึ่งเป็นผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดและเป็นผู้สนับสนุนการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ทั้งหมด กล่าวว่า เท่าที่เขาทราบ เนทันยาฮูได้สั่งให้อพยพหรือรื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานบางแห่ง โดยระบุว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว
แหล่งข่าว 2 รายที่ทราบเรื่องเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมจุดตั้งถิ่นฐานที่ชาวอิสราเอลเข้าไปสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล โดยทั่วไปจุดตั้งถิ่นฐานลักษณะนี้ประกอบด้วยบ้านสำเร็จรูปหรือรถบ้านเพียงไม่กี่หลัง และมีผู้อยู่อาศัยจำนวนไม่มาก ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลเคยรื้อถอนจุดตั้งถิ่นฐานบางแห่ง และในบางกรณีก็รับรองสถานะอย่างเป็นทางการ ทำให้สามารถเข้าถึงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลได้
สื่ออิสราเอลหลายแห่งรายงานว่า คำสั่งดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยเว็บไซต์ข่าว Ynet รายงานว่า มีเป้าหมายไปยังจุดตั้งถิ่นฐานราว 100 แห่งทั่วเขตเวสต์แบงก์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าปฏิบัติการรื้อถอนจะเริ่มขึ้นเมื่อใด
สโมทริชกล่าวว่า คำสั่งของเนทันยาฮูเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เรียกว่า เขต A และ B ของเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายปาเลสไตน์เป็นหลัก ตามข้อตกลงออสโลในช่วงทศวรรษ 1990 เวสต์แบงก์ถูกแบ่งออกเป็น 3 เขต ได้แก่ A, B และ C โดยพื้นที่ C อยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลเป็นหลัก
แม้สโมทริชจะคัดค้านคำสั่งรื้อถอน แต่เขากล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอลมีความคืบหน้าในการดำเนินการขยายการตั้งถิ่นฐานในเขต C โดยก่อนหน้านี้เขาอ้างว่าได้ผลักดัน "การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" ผ่านการสร้างและรับรองหมู่บ้าน ฟาร์ม ถนน และบ้านหลายพันหลังในพื้นที่ดังกล่าว
ข้อมูลจากกลุ่ม Peace Now ซึ่งเป็นองค์กรอิสราเอลที่ต่อต้านการขยายถิ่นฐาน ระบุว่า ปัจจุบันมีจุดตั้งถิ่นฐานที่ไม่ได้รับอนุญาตประมาณ 340 แห่งในเวสต์แบงก์ นอกเหนือจากนิคมที่รัฐบาลอิสราเอลรับรองอย่างเป็นทางการอีก 146 แห่ง
ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ สหประชาชาติและรัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกถือว่านิคมอิสราเอลทั้งหมดในเวสต์แบงก์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และถือว่าเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ถูกอิสราเอลยึดครองทางทหารมาตั้งแต่ปี 1967 ขณะที่อิสราเอลโต้แย้งว่า ดินแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่พิพาท ไม่ใช่ดินแดนที่ถูกยึดครอง
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในเวสต์แบงก์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นหลังกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คนอาศัยอยู่ในนิคมต่าง ๆ ทั่วเวสต์แบงก์ ท่ามกลางประชากรชาวปาเลสไตน์ราว 3 ล้านคน
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) นายไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล เดินทางเยือนพื้นที่เวสต์แบงก์ เพื่อแสดงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ที่ถือสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งตกเป็นเหยื่อการโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล
ฮัคคาบีกล่าวอย่างชัดเจนว่า "อาชญากรรมก็คืออาชญากรรม การก่อการร้ายก็คือการก่อการร้าย" พร้อมเรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุคาดหวังว่าจะต้องเผชิญผลลัพธ์หรือบทลงโทษที่รุนแรง โดยไม่ได้ระบุชื่ออิสราเอลโดยตรง
ขณะเดียวกัน ศาลสูงสุดของอิสราเอลมีคำตัดสินในวันเดียวกันว่า หน่วยงานด้านกลาโหมของอิสราเอลต้องดำเนินการเพื่อให้ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ 3 ครอบครัวสามารถเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หลังถูกผู้ตั้งถิ่นฐานขับไล่ออกจากบ้านในหมู่บ้านจาลุด ทางตะวันตกของเวสต์แบงก์
รัฐบาลอิสราเอลประณามความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานเป็นระยะ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและชาวปาเลสไตน์กล่าวหาว่า ผู้ก่อเหตุจำนวนมากไม่ถูกจับกุม และยิ่งมีจำนวนน้อยลงที่ถูกดำเนินคดี ขณะที่สหรัฐฯ ย้ำว่า การจัดการกับผู้ตั้งถิ่นฐานที่ก่อเหตุรุนแรงเป็นผลประโยชน์ของอิสราเอลเอง ท่ามกลางแรงกดดันจากพันธมิตรสำคัญที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลเนทันยาฮู.
ที่มา Reuters / AFP