อีลอน มัสก์ เดินหน้าเดิมพันครั้งใหญ่ นำรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับรุ่นใหม่ล่าสุด "ไซเบอร์แค็บ" (Cybercab) สีทอง ที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและไม่มีแป้นเหยียบ ออกวิ่งให้บริการบนถนนแบบจำกัดในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ

เทสลาเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ "ไซเบอร์แค็บ" (Cybercab) ในพื้นที่ของเมืองออสติน รัฐเท็กซัส แบบจำกัด โดยรถยนต์ไฟฟ้าสีทองรุ่นใหม่นี้เป็นรถสองที่นั่งที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและแป้นเหยียบ ทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถเข้าควบคุมรถได้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนเปิดตัว เทสลาเผยแพร่ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า "ไม่มีพวงมาลัย ไม่มีแป้นเหยียบ" พร้อมภาพ ไซเบอร์แค็บลอยอยู่เหนือเส้นขอบฟ้าเมืองออสติน ขณะที่อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเทสลา โพสต์ข้อความว่า "พายุแห่งไซเบอร์แค็บ" แต่เขากลับไม่ได้ปรากฏตัวในงานเปิดตัว

เทสลาระบุว่า ขณะนี้ไซเบอร์แค็บให้บริการเฉพาะบางพื้นที่ของออสติน และยังไม่ได้ประกาศว่าจะเริ่มเก็บค่าโดยสารเมื่อใด โดยผู้บริหารระบุว่าในอนาคตมีแผนใช้ระบบกำหนดราคาแบบยืดหยุ่น ซึ่งค่าโดยสารจะปรับสูงขึ้นตามความต้องการ พร้อมชูแนวคิดมอบ "ประสบการณ์ชั้นหนึ่งในราคาแบบชั้นประหยัด"

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในแผนของมัสก์ที่ต้องการผลักดันเทสลาให้เป็นผู้นำด้านรถยนต์ไร้คนขับ โดยมัสก์ระบุว่าไซเบอร์แค็บถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยไม่มีผู้ควบคุม และคาดหวังว่าในอนาคตจะกลายเป็นรถยนต์รุ่นหลักของเครือข่าย Robotaxi หรือแท็กซี่ไร้คนขับของเทสลา

อย่างไรก็ตาม เทสลายังตามหลัง "เวย์โม" (Waymo) อย่างมากในด้านจำนวนรถและการให้บริการ เวย์โมมีรถแท็กซี่ไร้คนขับมากกว่า 4,000 คันใน 14 เมือง ขณะที่ข้อมูลของรัฐเท็กซัสเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ระบุว่าเทสลามีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจดทะเบียน 420 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นไซเบอร์แค็บ 45 คัน ส่วน เวย์โมมี 988 คันในรัฐเท็กซัส

ความท้าทายสำคัญของเทสลาคือระบบขับขี่อัตโนมัติของบริษัทใช้กล้องเป็นหลัก แตกต่างจากเวย์โม และ Zoox ของแอมะซอน (Amazon) ซึ่งใช้ทั้งกล้อง เรดาร์ และเทคโนโลยีตรวจจับด้วยแสงเลเซอร์ หรือไลดาร์ เพื่อช่วยให้รถรับรู้สภาพแวดล้อม

ด้านสำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NHTSA ระบุว่า กำลังติดต่อกับเทสลาและประเมินสถานการณ์ หลังมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลกลางโดยทั่วไปกำหนดให้รถยนต์ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมสำหรับมนุษย์ ขณะที่กฎของรัฐบาลกลางยังจำกัดจำนวนรถที่ผู้ผลิตสามารถจำหน่ายได้ หากรถไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ

นอกจากนี้ เทสลายังเผชิญการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ หลายกรณี ทั้งการชนในสภาพหมอก แสงแดดจ้า และทัศนวิสัยต่ำ รวมถึงอุบัติเหตุที่มีคนเดินถนนเสียชีวิต ตลอดจนเหตุการณ์ที่รถซึ่งใช้ระบบช่วยขับขี่ของเทสลาฝ่าไฟแดงหรือขับผิดช่องทางจนเกิดการชนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

แม้เทสลาจะเริ่มทดสอบแท็กซี่ไร้คนขับในเมืองออสตินตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 และขยายไปยังเมืองอื่นในรัฐเท็กซัสและฟลอริดา แต่การให้บริการยังมีข้อจำกัด โดยการทดสอบของรอยเตอร์สก่อนหน้านี้พบว่าผู้โดยสารบางครั้งต้องรอรถเป็นเวลานาน และในเมืองดัลลัส รถไม่สามารถส่งผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางบางแห่งภายในพื้นที่ให้บริการ ทำให้ต้องเดินต่อประมาณ 15 นาที

ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ผลสำรวจของ Pew Research Center เมื่อเดือนกุมภาพันธ์พบว่า 7 ใน 10 ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันรู้สึก “ไม่ค่อยสบายใจ” หรือ “ไม่สบายใจเลย” ที่จะโดยสารรถไร้คนขับ มีเพียง 7% ที่ระบุว่ารู้สึกสบายใจ “อย่างมาก” หรือ “มาก”

มัสก์ตั้งเป้าในระยะยาวที่จะส่งซอฟต์แวร์ขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบไปยังรถเทสลาหลายแสนคันผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ เพื่อเปิดทางให้เจ้าของรถนำรถของตนเข้าสู่เครือข่ายแท็กซี่ไร้คนขับของเทสลาในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแผนดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีมีความปลอดภัยเพียงพอ และสามารถผ่านข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ และต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ แต่ปัจจุบันเทสลายังไม่มีใบอนุญาตให้ดำเนินบริการแท็กซี่ไร้คนขับ หรือทดสอบรถไร้คนขับโดยไม่มีคนขับนิรภัยนั่งอยู่ด้านหน้า

สำหรับเทสลาแล้ว ไซเบอร์แค็บจึงไม่ใช่เพียงรถรุ่นใหม่ แต่เป็นเดิมพันครั้งใหญ่ต่ออนาคตของบริษัท ขณะที่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าหลักกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการรถแท็กซี่ไร้คนขับอาจมีผลโดยตรงต่อมูลค่าและทิศทางของเทสลาในระยะยาว.


ที่มา Reuters / The Independent