สังคมอเมริกากำลังแตกเป็น 2 ฝ่ายในเรื่องคดีของ ลินด์เซย์ แคลนซี แม่ผู้ฆาตกรรมลูก 3 คน ฝั่งหนึ่งมองว่าเธอไม่ต้องรับโทษเพราะต้องต่อสู้กับโรคจิตเภทหลังคลอด อีกฝั่งชี้ว่าเธอคืออาชญากรที่ต้องรับโทษ

คดีของ ลินด์เซย์ แคลนซี พยาบาลวัย 36 ปี ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งก่อเหตุรัดคอลูกๆ ทั้งสามคนเสียชีวิต ก่อนจะกระโดดหน้าต่างพยายามจบชีวิตตนเองจนเป็นอัมพาต ได้สร้างกระแสถกเถียงและรอยร้าวทางความคิดอย่างหนักในสังคมอเมริกันตลอดช่วงเวลาการไต่สวนเกือบ 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2566 โดยลินด์เซย์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 32 ปี ก่อเหตุทำร้ายลูกๆ ทั้งสามคน อายุ 5 ขวบ, 3 ขวบ และ 8 เดือน ในบ้านพักจนเสียชีวิต จากนั้นได้พยายามจบชีวิตตนเองด้วยการกระโดดลงมาจากหน้าต่างชั้นสอง ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสและเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงมา

เธอถูกอัยการสั่งฟ้องในข้อหาฆาตกรรม โดยการไต่สวนคดีเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางปี 2569 แต่ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ว่าเธอเป็นผู้ลงมือหรือไม่ (เพราะฝ่ายจำเลยยอมรับว่าก่อเหตุจริง) แต่อยู่ที่ “สภาวะทางจิตและการรับผิดชอบทางอาญา” ว่าลินด์เซย์สมควรถูกลงโทษตามกฎหมายหรือไม่

ผู้พิพากษา วิลเลียม ซัลลิแวน
ผู้พิพากษา วิลเลียม ซัลลิแวน


ทนายความของลินด์เซย์ สู้คดีด้วยเหตุผลว่าเธอไม่มีความรับผิดชอบทางอาญา เนื่องจากขณะเกิดเหตุเธอกำลังเผชิญกับโรคจิตเภทหลังคลอดอย่างรุนแรง (Postpartum Psychosis) ร่วมกับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล ทำให้เกิดอาการหูแว่วสั่งให้ทำร้ายลูกๆ และไม่สามารถควบคุมตนเองได้

ทนายบอกอีกว่า ลินด์เซย์ป่วยหนัก มีอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล และสมองมึนงงสะสมอย่างรุนแรงในช่วงหลายเดือนก่อนเกิดเหตุ นอกจากนั้น สมุดบันทึกของเธอยังสะท้อนถึงความสิ้นหวังและความทรมานจากปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นหลังคลอดลูกคนเล็กด้วย

ส่วนอัยการซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ โต้แย้งว่าเธอรับรู้และวางแผนการกระทำทั้งหมด โดยพยายามชี้ให้เห็นว่าการกระทำของเธอเป็นการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ไม่ใช่ภาวะขาดสติไร้การควบคุม โดยมีผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่าเธอไม่ได้แสดงอาการของโรคจิตเภท และการแพทย์บางแห่งไม่จัดว่าภาวะนี้เป็นโรคจิตเภทแบบเฉพาะเจาะจง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะลูกขุน 12 คน (หญิง 9 คน ชาย 3 คน) ใช้เวลาหารือเครียดนานกว่า 40 ชั่วโมงตลอด 7 วัน แต่ไม่สามารถบรรลุความเห็นร่วมกันอย่างเป็นเอกฉันท์ได้ ผลการลงคะแนนของลูกขุนติดอยู่ที่ 11 ต่อ 1 โดยมีลูกขุน 1 คนที่ไม่ยอมเห็นพ้องตามเสียงส่วนใหญ่

คณะลูกขุน 11 คน มีความเห็นโน้มเอียงไปทางฝ่ายจำเลย โดยมองว่าลินด์เซย์มีอาการทางจิตอย่างรุนแรงจากโรคซึมเศร้าหลังคลอดในขณะที่ก่อเหตุ ซึ่งเข้าข่ายภาวะวิกลจริต (Insanity) ตามข้อต่อสู้ จึงไม่ควรมีความผิดทางอาญาฐานฆาตกรรม

ส่วนลูกขุนอีก 1 คน ไม่เห็นด้วย และปฏิเสธที่จะรับฟังหลักฐานหรือข้อต่อสู้เรื่องอาการทางจิตดังกล่าว โดยยืนกรานว่าจำเลยมีความผิดตามข้อกล่าวหา

สุดท้ายเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ผู้พิพากษา วิลเลียม ซัลลิแวน ก็ประกาศให้การพิจารณาคดีเป็น โมฆะ (Mistrial) เนื่องจากคณะลูกขุนไม่อาจลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความเห็นที่แตกแยกของคนในสังคมได้อย่างชัดเจน

ผู้พิพากษาตัดสินให้การพิจารณาคดีเป็น โมฆะ (Mistrial)
ผู้พิพากษาตัดสินให้การพิจารณาคดีเป็น โมฆะ (Mistrial)


ในวันพิจารณาคดี มีผู้หญิงและแม่จำนวนมาก หลายคนใส่ชุดสีชมพูมาให้กำลังใจลินด์เซย์ที่ศาล เนื่องจากพวกเธอมองว่าลินด์เซย์เป็นเหยื่อของความล้มเหลวในระบบดูแลสุขภาพจิตของผู้หญิงหลังคลอด

มีข้อมูลเปิดเผยออกมาด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุฆาตกรรม ลินด์เซย์พยายามขอความช่วยเหลือมาโดยตลอด ทั้งเข้าห้องฉุกเฉิน พบแพทย์หลายคน และโทรสายด่วนป้องกันการฆ่าตัวตาย ทำให้หลายคนเห็นใจและมองว่าเธอทำดีที่สุดแล้วแต่ระบบไม่สามารถช่วยเธอได้ทัน

ส่วนอีกฝ่ายมองว่าลินด์เซย์คือ “อาชญากร” ที่ต้องรับโทษ เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า การป่วยทางจิตไม่ใช่ข้ออ้างในการพรากชีวิตเด็ก 3 คน และมองว่าเธอได้รับการดูแลช่วยเหลือจากครอบครัวและแพทย์มากกว่าแม่คนอื่นๆ ด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "Toxic Empathy" (ความเห็นอกเห็นใจที่เป็นพิษ) โดยมองว่าไม่ควรยกเธอเป็นสัญลักษณ์ของความยากลำบากในการเป็นแม่ เพราะแม่คนอื่นๆ ที่เผชิญความยากลำบากก็ไม่ได้ทำร้ายลูกของตนเอง

นอกจากนั้น หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้ก่อเหตุเป็นผู้ชายหรือคนเป็นพ่อ สังคมจะไม่มีวันแสดงความเห็นอกเห็นใจมากขนาดนี้ และควรเน้นไปที่การเรียกร้องความยุติธรรมให้เด็กที่เสียชีวิตมากกว่า

ทนายความของ ลินด์เซย์ ลุกขึ้นให้ข้อมูลในชั้นศาล
ทนายความของ ลินด์เซย์ ลุกขึ้นให้ข้อมูลในชั้นศาล


บนโซเชียลมีเดีย คดีนี้ถูกพูดถึงอย่างมากจนเกิดทฤษฎีสมคบคิด รวมถึงการโจมตีสามีเก่าของลินด์เซย์อย่างรุนแรงจนทนายต้องออกมาชี้แจงว่า เขาก็เป็นผู้สูญเสียเช่นกัน และข้อมูลที่โจมตีเขาไม่เป็นความจริง

หลังจากนี้ ศาลได้นัดหมายฟังคำสั่งและสถานะคดีอีกครั้งในวันที่ 29 ก.ย. 2569 โดยอัยการต้องตัดสินใจว่าจะยื่นฟ้องดำเนินคดีใหม่ (Retrial) โดยตั้งคณะลูกขุนชุดใหม่ หรือยอมเสนอข้อตกลงยอมรับสารภาพ (Plea Deal) กับลินด์เซย์

ส่วนตัวของลินด์เซย์ยังคงถูกควบคุมตัวและรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวชต่อไป ระหว่างรอผลการตัดสินใจจากอัยการว่าจะดำเนินคดีต่ออย่างไร


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc