ทางการมาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วเขตเมืองเซเรียน รัฐซาราวัก บนเกาะบอร์เนียว หลังดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API พุ่งเกินระดับ 500 ซึ่งสะท้อนภาวะมลพิษรุนแรง ท่ามกลางปัญหาหมอกควันที่เลวร้ายลงจากไฟป่าในอินโดนีเซีย ขณะที่ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากปัญหาระบบทางเดินหายใจ และหน้ากากอนามัยในพื้นที่เริ่มขาดแคลน
รัฐบาลมาเลเซียประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วเขตเซเรียน รัฐซาราวัก หลังสถานการณ์หมอกควันรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API พุ่งเกินระดับ 500 ซึ่งเป็นระดับที่บ่งชี้ถึงมลพิษทางอากาศขั้นรุนแรงและอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน
สำนักงานนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเปิดเผยว่า สมเด็จพระราชาธิบดีอิบราฮิม สุลต่านอิสกันดาร์ ทรงเห็นชอบให้ประกาศภาวะฉุกเฉินครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของเซเรียน หลังได้รับคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีรัฐซาราวัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่
รัฐบาลระบุว่า จะดำเนินมาตรการที่จำเป็นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อปกป้องสุขภาพและสวัสดิภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินมาตรการลดผลกระทบ ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลและคำแนะนำด้านสุขภาพแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากระบบติดตามดัชนีมลพิษทางอากาศของกรมสิ่งแวดล้อมมาเลเซียระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 4 กันยายน ค่า API ในเซเรียนอยู่ที่ 521 ขณะที่ก่อนหน้านั้นในช่วงเช้าเคยพุ่งขึ้นไปถึง 510 และเมื่อเวลา 17.00 น. อยู่ที่ 515 หลังสถานการณ์หมอกควันเริ่มเลวร้ายลงตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 3 กันยายน
เซเรียนถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรัฐซาราวัก โดยพบคุณภาพอากาศอยู่ในระดับเป็นอันตรายมาตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากเมืองกูชิง เมืองหลวงของรัฐซาราวัก ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร และมีประชากรเกือบ 106,000 คน บนพื้นที่ประมาณ 2,039 ตารางกิโลเมตร หรือเกือบ 3 เท่าของพื้นที่ประเทศสิงคโปร์
เซเรียนยังเป็นพื้นที่แรกของรัฐที่ประกาศปิดโรงเรียนเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม หลังค่า API พุ่งเกิน 200 ในช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดรุนแรงขึ้นอย่างมาก
สำหรับพื้นที่อื่น ๆ ของรัฐซาราวัก เมืองกูชิงมีค่า API อยู่ที่ 311 ซึ่งอยู่ในระดับเป็นอันตราย ขณะที่ซามาราฮานอยู่ที่ 284 และศรีอามาน 235 ซึ่งอยู่ในระดับ "อันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก" นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ ซารีเกอี 182, ซีบู 181, มูกาห์ 177, บินตูลู 157, โคตาคินาบาลู 152, ตาเวา 151, ซามาลาจู 146, ซันดากัน 140, ปาซีร์กูดัง ในรัฐยะโฮร์ 128, เซกาแมต ในรัฐยะโฮร์ 115 และมีรี 112
ประธานคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติรัฐซาราวัก ดักลาส อุกกาห์ เอ็มบาส เคยระบุว่า ตามแผนปฏิบัติการแห่งชาติรับมือหมอกควัน พื้นที่ใดก็ตามที่ค่า API แตะระดับ 500 จะสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินได้ โดยการประกาศดังกล่าวจะส่งผลให้กิจกรรมของภาครัฐและภาคเอกชนต้องระงับทั้งหมด ยกเว้นบริการที่จำเป็น
วิกฤตหมอกควันครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐซาราวัก ซึ่งมีพรมแดนติดกับอินโดนีเซีย กำลังได้รับผลกระทบจากควันไฟที่พัดมาจากไฟป่าในพื้นที่กาลิมันตันและเกาะสุมาตรา โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียนรายงานเมื่อวันอังคารว่า พบจุดความร้อนจำนวนมากในอินโดนีเซีย
เมื่อวันที่ 3 กันยายน รัฐซาราวักได้เริ่มปฏิบัติการทำฝนเทียมเป็นเวลา 3 วัน เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์หมอกควันที่ปกคลุมพื้นที่ ขณะเดียวกันยังมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำสำรองก่อนเข้าสู่ช่วงที่คาดว่าจะมีอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น
ระดับมลพิษครั้งล่าสุดถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของรัฐซาราวัก โดยในปี 2019 ค่า API เคยพุ่งสูงสุดที่ 405 ส่วนครั้งสุดท้ายที่รัฐซาราวักประกาศภาวะฉุกเฉินจากหมอกควันเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 1997 ซึ่งขณะนั้นค่า API พุ่งสูงถึง 860
ประชาชนในเซเรียนกำลังเผชิญผลกระทบโดยตรงจากคุณภาพอากาศที่เลวร้ายลง โดยยัสมินา อาร์.ซี. ฮอลแลนด์ ชาวเมืองเซเรียน กล่าวว่า สถานการณ์หมอกควันครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดที่เธอเคยประสบในรอบ 20 ปี และเธอสังเกตเห็นคุณภาพอากาศแย่ลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
เธอระบุว่า สมาชิกบางคนในครอบครัวไม่สามารถออกไปทำงานได้ ขณะที่บางคนต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ หลังประสบปัญหาหายใจลำบาก ยัสมินากล่าวว่า เธอมีอาการหายใจไม่ออกเป็นระยะ แสบตา และต้องเผชิญกับอากาศร้อนจนไม่สามารถทำงานพื้นฐานได้ตามปกติ โดยเธอและสมาชิกหลายคนในครอบครัวมีโรคหอบหืด ทำให้ได้รับผลกระทบจากหมอกควันอย่างหนัก
ขณะเดียวกัน ความต้องการหน้ากากอนามัยในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยร้านขายยา Farmasi Ting ในเขตเซเรียนรายงานว่า หน้ากากทุกประเภท รวมถึงหน้ากาก N95 ขายหมดเกลี้ยงจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้จัดการร้านกล่าวว่า ประชาชนเริ่มกักตุนหน้ากากตั้งแต่ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน โดยบรรยากาศคล้ายกับช่วงการระบาดของโควิด-19
นอกจากหน้ากากแล้ว ร้านขายยายังพบว่าความต้องการยาน้ำแก้ไอ รวมถึงยาสำหรับอาการเจ็บคอและน้ำมูกไหล เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน สะท้อนถึงผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจากวิกฤตหมอกควันครั้งนี้.
ที่มา CNA / New Straits Times