"โฟล์กสวาเกน" ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป อนุมัติแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 89 ปีของบริษัท เตรียมลดพนักงานเพิ่มอีกราว 50,000 ตำแหน่งทั่วโลก เมื่อรวมกับแผนเดิมจะมีการลดตำแหน่งงานทั้งหมดราว 100,000 ตำแหน่งภายในปี 2030
คณะกรรมการกำกับดูแลของโฟล์กสวาเกน (Volkswagen) อนุมัติแผนปรับโครงสร้างและยกระดับการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งจะนำไปสู่การลดตำแหน่งงานเพิ่มเติมประมาณ 50,000 ตำแหน่งทั่วโลก ภายในปี 2030
เมื่อรวมกับแผนลดพนักงานประมาณ 50,000 ตำแหน่งที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ จะทำให้โฟล์กสวาเกนลดตำแหน่งงานรวมประมาณ 100,000 ตำแหน่ง คิดเป็นราว 15% ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลก และถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์โลก แซงหน้าการลดพนักงาน 50,000 ตำแหน่งของบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ส ของสหรัฐฯ หลังบริษัทเข้าสู่กระบวนการล้มละลายในปี 2009
โฟล์กสวาเกน ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีแบรนด์รถยนต์ 10 แบรนด์ รวมถึง "ออดี้" และ "พอร์ช" กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากหลายด้าน ทั้งมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่สม่ำเสมอ กำลังการผลิตที่สูงเกินความต้องการ และโดยเฉพาะการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์จีน ทั้งในตลาดจีนและตลาดอื่นทั่วโลก
บริษัทระบุว่า จำเป็นต้องปรับจำนวนบุคลากรให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความเป็นจริงทางธุรกิจ โดยแผนการปรับโครงสร้างในครั้งนี้ นอกจากการลดจำนวนพนักงานแล้ว ทั้งฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานยังเห็นพ้องในการแสวงหาแนวทางทางเลือกอื่นสำหรับโรงงาน 4 แห่งในประเทศเยอรมนี ได้แก่ โรงงานในเมืองฮันโนเวอร์ (Hannover), เอมเดน (Emden), ซวิกเกา (Zwickau) และเนกคาร์ซุล์ม (Neckarsulm) ซึ่งอาจทยอยยุติการผลิตรถรุ่นต่างๆ ตั้งแต่ปี 2031 เป็นต้นไป ซึ่งหากมีการปิดโรงงานจริง จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่โฟล์คสวาเกนปิดโรงงานผลิตขนาดใหญ่ในประเทศบ้านเกิดของตนเอง
อย่างไรก็ตาม โฟล์กสวาเกนและสหภาพแรงงานยังไม่ได้อนุมัติการปิดโรงงานใดอย่างเป็นทางการ และกำลังพิจารณาทางเลือกอื่นในการใช้ประโยชน์จากโรงงานเหล่านี้
หากมีการปิดโรงงานผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ในเยอรมนีจริง จะถือเป็นครั้งแรกที่โฟล์กสวาเกนปิดโรงงานผลิตรถยนต์เต็มรูปแบบในประเทศบ้านเกิดของบริษัท โดยนายมาร์ติน เลห์มันน์ พนักงานโรงงานซวิคเคา ซึ่งทำงานที่นั่นมาตั้งแต่ปี 2012 เตือนว่า การปิดโรงงานจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาค เนื่องจากโรงงานและธุรกิจซัพพลายเออร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของพื้นที่
การอนุมัติแผนดังกล่าวช่วยคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับสหภาพแรงงาน หลังทั้งสองฝ่ายเจรจากันอย่างตึงเครียดมาหลายสัปดาห์ ก่อนหน้านี้สหภาพแรงงาน IG Metall กล่าวหาฝ่ายบริหารว่าไม่ได้สื่อสารกับพนักงานอย่างตรงไปตรงมา หลังข่าวการลดตำแหน่งงาน 100,000 ตำแหน่งปรากฏในสื่อก่อนที่จะมีการแจ้งให้พนักงานทราบอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ รายงานข่าวที่ระบุว่าฝ่ายบริหารอาจหาทางหลีกเลี่ยงอำนาจของคณะกรรมการกำกับดูแล เพื่อผลักดันแผนปรับโครงสร้าง ยังทำให้สหภาพ IG Metall ไม่พอใจอย่างหนัก โดยสหภาพใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีแนวคิดดังกล่าวว่าเป็นเรื่อง "ไร้สาระและเหลวไหล"
โอลิเวอร์ บลูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโฟล์กสวาเกน กล่าวว่า คณะกรรมการกำกับดูแลมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติแผนอนาคตที่ฝ่ายบริหารเสนอ พร้อมระบุว่าแผนดังกล่าวเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งต่ออนาคตของกลุ่มโฟล์กสวาเกน และบริษัทกำลังรับผิดชอบต่อพนักงาน หุ้นส่วนทางธุรกิจ และตำแหน่งงานในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก
ภายใต้ข้อตกลงใหม่ ยังมีการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทให้เรียบง่ายขึ้น พร้อมลดอิทธิพลของคณะกรรมการกำกับดูแลต่อการตัดสินใจสำคัญบางประการ โดยเฉพาะอำนาจของตัวแทนแรงงานและรัฐโลว์เออร์แซกโซนี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของโฟล์กสวาเกนและมีโรงงานของบริษัทตั้งอยู่ 6 แห่งในรัฐดังกล่าว
ตามกฎหมายปี 1960 ที่ใช้ในการแปรรูปโฟล์กสวาเกน การจัดตั้งหรือย้ายโรงงานต้องได้รับเสียงสนับสนุนสองในสามของคณะกรรมการกำกับดูแล ซึ่งทำให้ฝ่ายแรงงานที่ถือครองที่นั่งครึ่งหนึ่งมีอำนาจในการขัดขวางการปิดโรงงานได้ในทางปฏิบัติ ข้อตกลงใหม่จึงมีเป้าหมายที่จะปรับเกณฑ์การอนุมัติและโครงสร้างการตัดสินใจให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติโดยทั่วไป
ตัวแทนสหภาพแรงงานและสมาชิกคณะกรรมการกำกับดูแลของโฟล์กสวาเกนระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการประนีประนอมที่ดี โดยแรงงานและรัฐโลว์เออร์แซกโซนีได้ร่วมกันป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการอนุมัติปิดโรงงานแห่งใดในขณะนี้
หลังข่าวการอนุมัติแผนปรับโครงสร้าง หุ้นโฟล์กสวาเกนในตลาดแฟรงก์เฟิร์ตปิดเพิ่มขึ้นถึง 7.9% สะท้อนความโล่งใจของนักลงทุน หลังตลาดกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับสหภาพแรงงานและรัฐโลว์เออร์แซกโซนอาจพัฒนาไปสู่วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมระบุว่าความขัดแย้งยังไม่ได้ยุติลงอย่างสมบูรณ์ โดยในช่วงประมาณ 10 เดือนข้างหน้าจะมีการหารือถึงอนาคตของโรงงานทั้ง 4 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะทยอยยุติการผลิตรถยนต์บางรุ่นตั้งแต่ปี 2031 เป็นต้นไป
โฟล์กสวาเกนระบุว่า การลดตำแหน่งงานครั้งใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับกำลังการผลิตและจำนวนพนักงานทั่วโลกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางธุรกิจ แต่บริษัท ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า การลดพนักงานจะเกิดขึ้นเมื่อใด และจะกระจายไปยังแบรนด์หรือภูมิภาคต่าง ๆ ในสัดส่วนเท่าใด.