กระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ นำนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมการฝึกซ้อมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีเกิดเหตุบุคคลมีอาวุธบุกรุกเข้ามาก่อเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา เพื่อสร้างความพร้อมในการปกป้องชีวิตนักเรียน หลังฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับเหตุยิงในโรงเรียนถึง 2 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยปรับรูปแบบการฝึกด้วยการห้ามจำลองเหตุรุนแรงเสมือนจริง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก

นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายราว 3,000 คน ที่โรงเรียนมัธยมคาร์ลอส เอฟ. กอนซาเลซ เมืองบูลากัน ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา เข้าร่วมการซ้อมด้านความปลอดภัย โดยทันทีที่สัญญาณเตือนดังขึ้น นักเรียนพากันเข้าไปหลบในห้องเรียน ล็อกประตู ใช้โต๊ะและเก้าอี้กีดขวางทางเข้า ปิดม่านและไฟ ก่อนหมอบอยู่ใต้โต๊ะเพื่อป้องกันตัวเอง

การฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการทั่วประเทศของกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ เพื่อยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน หลังเกิดเหตุยิงในสถานศึกษา 2 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความตกใจให้กับสังคมฟิลิปปินส์ เนื่องจากเหตุยิงในโรงเรียนถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในประเทศ

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ต้องเผชิญภัยพิบัติอยู่เสมอ โรงเรียนจึงคุ้นเคยกับการซ้อมรับมือแผ่นดินไหวและอัคคีภัย แต่การซ้อมรับมือเหตุผู้ก่อเหตุใช้อาวุธหรือเหตุยิงในโรงเรียนถือเป็นเรื่องใหม่

มัลคอล์ม การ์มา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ กล่าวว่า โรงเรียนต่าง ๆ มีประสบการณ์และสามารถดำเนินการซ้อมหนีไฟและแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดีแล้ว แต่การซ้อมรับมือภัยคุกคามลักษณะนี้เป็นเรื่องใหม่ จึงจำเป็นต้องฝึกซ้อมเพื่อให้โรงเรียนรู้จักสังเกตภัยคุกคามและสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม

การซ้อมที่จังหวัดบูลากันใช้เวลาประมาณ 12 นาที และมีตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตลอดจนบุคลากรและครูของโรงเรียนราว 250 คนเข้าร่วม

ผู้สื่อข่าวที่อยู่ในพื้นที่รายงานว่า หลังการซ้อม ครูนำทางนักเรียนออกจากห้องเรียนโดยชูแขนขึ้น เพื่อแสดงว่าไม่มีอาวุธ ก่อนพานักเรียนไปยังโรงยิมหรือสนามกีฬาในร่มของโรงเรียน ซึ่งนักเรียนต้องรอการประเมินด้านจิตใจจากเจ้าหน้าที่ และรอผู้ปกครองมารับกลับบ้าน

รอย ฟามา ครูโรงเรียนคาร์ลอส เอฟ. กอนซาเลซ กล่าวว่า เดิมทีเขารู้สึกหวาดกลัวเมื่อทราบว่าจะมีการซ้อมลักษณะนี้ แต่เห็นว่าการเข้าร่วมการฝึกเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะช่วยลดความกลัว และช่วยเตรียมทั้งครูและนักเรียนให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุจริง

การซ้อมดังกล่าวเดิมมีกำหนดจัดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย รวมถึงเสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่กังวลว่า การจำลองเหตุการณ์รุนแรงที่สมจริงเกินไปอาจสร้างผลกระทบทางจิตใจในระยะยาวแก่เด็ก

กระทรวงศึกษาธิการจึงปรับปรุงแนวทางการฝึกใหม่ โดยห้ามใช้การจำลองผู้ก่อเหตุที่มีพฤติกรรมสมจริงเกินไป รวมถึงห้ามใช้ฉากจำลองภัยคุกคามที่มีรายละเอียดรุนแรงหรือภาพเหตุการณ์ที่อาจสร้างความหวาดกลัว

แทนที่จะจำลองเหตุยิงโดยตรง การฝึกครั้งนี้ใช้สัญญาณเตือนเฉพาะสำหรับเหตุภัยคุกคามด้านความปลอดภัยในโรงเรียน ซึ่งแตกต่างจากสัญญาณที่ใช้ในการซ้อมอัคคีภัยหรือแผ่นดินไหว เพื่อให้นักเรียนและบุคลากรจดจำขั้นตอนการปฏิบัติได้โดยไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความทุกข์ทางจิตใจ

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองบางส่วนยังคงไม่สบายใจกับการฝึกดังกล่าว เอพริล ทาปิออน วัย 40 ปี กล่าวว่า เธอยังคงลังเลที่จะส่งลูกซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และมัธยมศึกษาปีที่ 2 เข้าร่วมการฝึก แม้กระทรวงศึกษาธิการจะปรับเปลี่ยนรูปแบบแล้วก็ตาม เธอกังวลว่าการนำแนวคิดเรื่องการโจมตีด้วยอาวุธเข้าสู่การฝึกอาจทำให้เด็กมองโลกว่าเป็นสถานที่ที่น่าหวาดกลัวและเต็มไปด้วยคนไม่ดี

ด้านคารินา มัลลองกา ผู้อำนวยการ Infant Jesus Academy วิทยาเขตคาลิโบ เห็นว่า โรงเรียนและสังคมฟิลิปปินส์ควรให้ความสำคัญกับการเสริมระบบสนับสนุนเด็กในด้านอื่น ๆ ด้วย

เธอเสนอให้โรงเรียนเพิ่มความเข้มแข็งของโครงการให้คำปรึกษาและดูแลนักเรียน ทำให้เด็กมั่นใจว่ามีครูประจำชั้นคอยสนับสนุน และส่งเสริมให้เด็กกล้าพูดถึงปัญหาและความรู้สึกของตนเอง

อย่างไรก็ตาม จอนวิก เรมุลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งเดินทางไปสังเกตการณ์การฝึกที่จังหวัดบูลากัน กล่าวว่า การฝึกไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสอนนักเรียนให้รู้วิธีตอบสนองต่อภัยคุกคามเท่านั้น แต่ยังช่วยทดสอบและพัฒนาการประสานงานระหว่างตำรวจท้องที่กับหน่วยฉุกเฉินด้วย และแสดงความมั่นใจว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะสามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังจากผ่านการฝึก

ขณะที่การ์มากล่าวว่า แนวทางใหม่กำหนดให้มีการใช้ระบบ Unified 911 ของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถแจ้งเหตุได้อย่างรวดเร็ว

ตามระบบดังกล่าว ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถโทรไปยังหมายเลขฉุกเฉินเพียง 3 หลัก จากนั้นเจ้าหน้าที่รับสายจะเชื่อมต่อการแจ้งเหตุไปยังสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ตำรวจและหน่วยงานท้องถิ่นสามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า การซ้อมทั่วประเทศครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลัก "Do No Harm" หรือ "ไม่ก่อให้เกิดอันตราย" โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขภาวะของนักเรียนแบบองค์รวม

ระหว่างการฝึก นักเรียนและครูจะร่วมกันปฏิบัติตามขั้นตอนล็อกพื้นที่หรือปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลาประมาณ 30 นาที ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการปฐมพยาบาลทั้งกรณีฉุกเฉินทางร่างกายและเหตุฉุกเฉินด้านจิตสังคม

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินและปรับปรุงแนวทางการรับมือ เพื่อให้การฝึกมีความเหมาะสมกับเด็กมากที่สุด การ์มากล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะช่วยให้คำแนะนำและร่วมพัฒนาแนวทางที่มีความครอบคลุม เป็นมิตรกับเด็ก และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็ก

กระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ย้ำว่า เป้าหมายของการฝึกไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัว แต่เป็นการทำให้นักเรียน ครู และบุคลากรโรงเรียนรู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อเผชิญเหตุภัยคุกคามจริง พร้อมทั้งพัฒนาระบบประสานงานระหว่างโรงเรียน ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการช่วยชีวิตและลดความสูญเสียหากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นจริงในอนาคต.


ที่มา Philippine News Agency / AFP