บริษัท อูเบอร์ เตรียมปลดพนักงานกว่า 10% ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เพื่อรับมือกับการเติบโตของบริการแท็กซี่ไร้คนขับ ที่กำลังเข้ามาตีตลาดธุรกิจบริการเรียกรถ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ย. 2569 ว่า บริษัท อูเบอร์ (Uber) เทคโนโลยีส์ เตรียมปลดพนักงานประมาณ 3,300 คน หรือคิดเป็น 10% ของพนักงานทั้งหมด ซึ่งเป็นการลดขนาดองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อรับมือกับการเติบโตของบริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ที่เริ่มเข้ามารุกตลาดธุรกิจบริการเรียกรถ

ดารา คอสโรวชาฮี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ระบุในบันทึกถึงพนักงานเมื่อวันพุธ (2 ก.ย.) ว่า การปลดพนักงานในครั้งนี้จะช่วยลดชั้นการบริหารและลดความซับซ้อนขององค์กร ซึ่งขยายตัวขึ้นในช่วงที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจ

คอสโรวชาฮีไม่ได้โทษความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าเป็นเพราะปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ว่าความพยายามในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยให้เกิดการปลดพนักงานระลอกใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปีนี้ก็ตาม โดยเว็บไซต์ติดตามผล layoffs.fyi ระบุตัวเลขรวมผู้ถูกปลดพนักงานไว้ที่มากกว่า 123,000 คน จากเกือบ 390 บริษัท

“องค์กรที่กระชับขึ้นจะหมายถึงขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น การตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น และมีเวลาสำหรับการพัฒนาสร้างสรรค์มากกว่าการประสานงาน อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเราตั้งใจจะนำกลับไปลงทุนใหม่เพื่อการเติบโต นวัตกรรม และศักยภาพที่จะมีความสำคัญที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” คอสโรวชาฮีกล่าว

ราคาหุ้นของอูเบอร์ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 2% หลังจากมีประกาศดังกล่าว ทั้งนี้ หุ้นอูเบอร์เป็นหุ้นในกลุ่มดัชนี S&P500 ที่ทำผลงานได้ไม่ดีนัก และต่ำกว่าบริษัทคู่แข่งอย่าง Lyft โดยในปีนี้อูเบอร์ปรับตัวลดลงเกือบ 8% จากความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มรับส่งอาหารอย่าง DoorDash, Instacart และแพลตฟอร์มจัดส่งท้องถิ่น ต่างสร้างแรงกดดันต่อ Uber Eats ทำให้บริษัทต้องหันไปพึ่งพาการเข้าซื้อกิจการ เช่น การเข้าซื้อ Delivery Hero มูลค่า 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อขยายขนาดธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

หนึ่งในความกังวลของ Uber มาจากรายงานเกี่ยวกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่าง Uber และ Waymo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ โดย Waymo ได้เปิดให้เรียกใช้บริการรถของตนผ่านแอปพลิเคชัน Uber ในเมืองออสตินและแอตแลนตา

ขณะเดียวกัน Waymo ก็ได้ขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ โดยไม่ผ่าน Uber เช่นเดียวกับคู่แข่งอย่าง Tesla ที่เพิ่มการลงทุนในธุรกิจแท็กซี่ไร้คนขับเป็นเท่าตัว สิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นความกังวลว่า การเพิ่มขึ้นของฝูงรถยนต์ไร้คนขับอาจเข้ามาลดทอนบทบาทของ Uber ในฐานะตัวกลางที่ทำกำไรระหว่างยานพาหนะและผู้โดยสาร

เพื่อปกป้องตำแหน่งในตลาด Uber มีแผนที่จะทุ่มเงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่ธุรกิจแท็กซี่ไร้คนขับในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเป็นการสนับสนุนบริษัทต่างๆ ที่พัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ และวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางหลักสำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ไร้คนขับ

การปลดพนักงานครั้งนี้ ถือเป็นการลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดของ Uber นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งในตอนนั้นวิกฤตความต้องการที่ลดลงจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้บริษัทต้องปรับลดตำแหน่งงานไปถึง 6,700 ตำแหน่ง หรือเกือบ 1 ใน 4 ของพนักงานทั้งหมด

นอกจากนี้ Uber ยังต้องรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังจากพนักงานใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยีดังกล่าวของปี 2569 หมดเกือบทั้งหมดภายในเวลาเพียงสี่เดือนเท่านั้น


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna