โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เผยรายงานประเมินสถานการณ์ครั้งสำคัญ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีแนวโน้มทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมภายในไม่กี่ปี แม้พลาดเป้าหมายของความตกลงปารีส แต่โลกยังสามารถลดอุณหภูมิกลับลงมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ หากเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง
โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามเป้าหมายสำคัญในการควบคุมภาวะโลกร้อนที่นานาประเทศกำหนดไว้ภายใต้ความตกลงปารีสเมื่อปี 2015
รายงานระบุอย่างชัดเจนว่า การหลีกเลี่ยงการทะลุระดับ 1.5 องศาฯ อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ทำได้อีกต่อไป โดยโจทย์สำคัญของโลกกำลังเปลี่ยนจากการ "หลีกเลี่ยงการทะลุเป้า" ไปสู่การทำให้ช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาฯ สั้นที่สุดและสูงเกินเป้าให้น้อยที่สุด พร้อมพยายามลดอุณหภูมิให้กลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
รายงาน "Limiting Overshoot" เสนอแนวทางที่เรียกว่า "ทะลุเป้า-พุ่งสูงสุด-ลดลง" (overshoot, peak and decline) ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในการจำกัดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะโลกร้อนเกิน 1.5 องศาฯ โดยต้องอาศัยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะก๊าซมีเทน ควบคู่กับการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่า การที่อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาฯ จะเพิ่มความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษย์และระบบนิเวศ ขณะที่โลกได้อุ่นขึ้นแล้วราว 1.4 องศาฯ เมื่อเทียบกับช่วงปี 1850-1900 หรือช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมีสาเหตุหลักจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก
หากอุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาฯ ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามทุกเศษเสี้ยวขององศาและทุกปีที่อุณหภูมิยังคงอยู่ในระดับสูง ผลกระทบที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่ คลื่นความร้อน ไฟป่า น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้ว ตลอดจนการสูญเสียระบบนิเวศ การจมอยู่ใต้น้ำของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กและเมืองชายฝั่งพื้นที่ต่ำ รวมถึงความเสียหายต่อสุขภาพมนุษย์ ความมั่นคงทางอาหาร แหล่งน้ำ เมือง โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจ
รายงานยังเตือนว่า ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ความเสี่ยงที่โลกจะผ่าน "จุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับ" ก็จะเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การสูญเสียเสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ การเสื่อมโทรมของป่าฝนอเมซอน และการเปลี่ยนแปลงของระบบหมุนเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมสภาพภูมิอากาศโลก
ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด อุณหภูมิโลกอาจพุ่งขึ้นสูงสุดประมาณ 1.8 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ก่อนจะลดลงในระยะยาว ขณะที่สถานการณ์อื่น ๆ ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดมากกว่านั้น
หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รายงานเสนอคือ การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การปลูกป่าและการกักเก็บคาร์บอน โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างลึกและรวดเร็ว ไม่ใช่นำมาใช้แทนการลดการปล่อยก๊าซ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการกำจัดคาร์บอนยังมีบทบาทเพียงเล็กน้อยในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวคิดดังกล่าวถูกต่อต้านจากนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมบางส่วน เพราะกังวลว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการชะลอการยุติการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ
อินเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหาร UNEP กล่าวว่า "ไม่มีผลลัพธ์ที่ดี หากเรายังคงอยู่เหนือระดับ 1.5 องศาเซลเซียส" พร้อมเตือนว่า คลื่นความร้อนรุนแรงทั่วโลกกำลังแสดงให้เห็นแล้วว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นและสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้าง
ขณะที่อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า แม้โลกจะก้าวข้ามระดับ 1.5 องศาฯ แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะลดอุณหภูมิให้กลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ภายในสิ้นศตวรรษ หากทุกประเทศดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง กูเตอร์เรสย้ำว่า "การต่อสู้เพื่อ 1.5 องศา คือการต่อสู้เพื่อมนุษยชาติ" พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้ช่วงเวลาที่โลกอยู่เหนือ 1.5 องศาฯ สั้นและมีระดับอุณหภูมิเกินเป้าน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม รายงานของ UNEP ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกรงว่าการยอมรับว่าโลกกำลังจะทะลุ 1.5 องศาฯ อาจทำให้สังคมหมดกำลังใจในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน
แจสเปอร์ อินเวนเตอร์ รองผู้อำนวยการโครงการของกรีนพีซ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้า แต่การทะลุเป้าไม่ได้หมายความว่าโลกควรยอมแพ้ต่อเป้าหมาย 1.5 องศาฯ
ด้านบิล แฮร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Climate Analytics วิจารณ์รายงานว่า อาจกลายเป็น "เสียงเรียกร้องให้ผู้คนเฉยชา" แทนที่จะเป็นแรงผลักดันให้เร่งดำเนินการ
ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นกลุ่มที่ปกป้องเป้าหมาย 1.5 องศาฯ อย่างแข็งขัน และเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยซึ่งมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซให้เร็วและเข้มข้นที่สุด
UNEP ระบุด้วยว่า การลดการปล่อยก๊าซและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่ช่วยได้ทั้งสองด้าน เช่น การใช้ธรรมชาติช่วยลดความร้อนในเมือง
ขณะเดียวกัน การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เริ่มดำเนินการในปัจจุบันจะเป็นรากฐานสำคัญในอนาคต แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง รวมถึงความเสียหายบางประเภทที่ไม่สามารถย้อนกลับได้
รายงานเตือนว่า แม้โลกจะสามารถลดอุณหภูมิกลับมาต่ำกว่า 1.5 องศาฯ ได้ แต่ผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงที่อุณหภูมิทะลุเป้าจะไม่สามารถย้อนกลับได้ทั้งหมด ชุมชนบางแห่งอาจต้องย้ายถิ่นฐานหรือเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีพ ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญกับคำถามด้านความเป็นธรรม อำนาจ และความชอบธรรมทางการเมือง
UNEP จึงเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ "เจตจำนงทางการเมือง ความร่วมมือพหุภาคี นโยบายที่มีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และเงินทุน" เป็นกลไกสำคัญในการรับมือ โดยประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าควรเป็นฝ่ายดำเนินการเร็วที่สุดและตั้งเป้าหมายให้ทะเยอทะยานที่สุด
รายงานสรุปว่า เส้นทาง "ทะลุเป้า-พุ่งสูงสุด-ลดลง" อาจเป็นพรมแดนใหม่ของการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถผลักภาระให้คนรุ่นต่อไปจัดการได้ โลกจำเป็นต้องลงมือทันที เพราะยิ่งชะลอการดำเนินการมากเท่าใด โอกาสที่จะจำกัดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะโลกร้อนก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น.
ที่มา UN Environment Programme / AFP