สภาแห่งชาตินิการากัวลงมติผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิ์ฝ่ายค้านจากการลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมขยายวาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก 6 ปี เป็น 7 ปี ท่ามกลางเสียงประณามจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ขณะที่ฝ่ายต่อต้านหวั่นเป็นการเปิดทางให้ตระกูลผู้นำประเทศสืบทอดอำนาจ

รัฐสภานิการากัวภายใต้การนำของฝ่ายรัฐบาลได้ลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านถูกห้ามเข้าร่วมการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี รวมถึงผู้บัญชาการทหารและตำรวจ จากเดิม 6 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 7 ปี โดยกุสตาโว ปอร์รัส ประธานสมัชชาแห่งชาติ เป็นผู้ประกาศผลการลงมติในการประชุมพิเศษที่จัดขึ้นบริเวณหน้ามหาวิหารเมืองเลออน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมานากัว

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ที่อยู่ฝ่ายต่อต้านและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนหรือก่อรัฐประหาร ถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีจาก 6 ปีเป็น 7 ปี รวมถึงขยายวาระของประธานาธิบดีร่วม เจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง ตลอดจนผู้บัญชาการกองทัพและตำรวจ จาก 6 ปีเป็น 7 ปีเช่นกัน

การแก้ไขดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีร่วม ดาเนียล ออร์เตกา และโรซาริโอ มูริโญ ภรรยาของเขา ซึ่งปกครองประเทศร่วมกัน โดยออร์เตกา วัย 80 ปี ครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2006 และเพิ่งกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า นิการากัวจะไม่มีการเลือกตั้งอีก เพื่อป้องกันฝ่ายค้านกลับมายึดอำนาจ

ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 พรรคฝ่ายรัฐบาลได้แก้รัฐธรรมนูญขยายวาระประธานาธิบดีจาก 5 ปีเป็น 6 ปี และยกระดับมูริโญ จากรองประธานาธิบดีขึ้นเป็นประธานาธิบดีร่วม พร้อมเลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เดิมกำหนดจัดขึ้นในปีนี้ออกไปเป็นปลายปี 2027

สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ฝ่ายค้านที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นความพยายามวางระบบเพื่อให้ตระกูลออร์เตกา-มูริโญ สามารถสืบทอดอำนาจได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านการลงมติรับรองอีกครั้งในการประชุมสภานิติบัญญัติสมัยที่สอง ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในเดือนมกราคม 2027 ก่อนจะมีผลบังคับใช้

นิการากัวเผชิญวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2018 หลังรัฐบาลปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คน บาดเจ็บหลายพันคน และประชาชนจำนวนมากต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ขณะที่พื้นที่สำหรับฝ่ายค้านทางการเมืองภายในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง.


ที่มา Reuters / AFP