หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินว่า การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนืออาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หลังพบสัญญาณบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจเริ่มมีการติดต่อพูดคุยกัน แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความหวังว่าจะได้พบผู้นำคิม จอง อึน อีกครั้งในปีนี้

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ หรือ NIS ประเมินว่า การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้ "ทุกเมื่อ" หลังพบสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ถึงการสื่อสารระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ

ยุน กอน-ยอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร โดยอ้างข้อมูลจากการบรรยายสรุปแบบปิดของ NIS ต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภา นายยุนกล่าวว่า NIS ประเมินว่า "สำหรับการประชุมสุดยอดเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ ควรมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ" พร้อมระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการติดต่อกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างสองฝ่าย แต่พบ "สัญญาณของการพูดคุย"

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขามีแผนจะพบกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนืออีกครั้ง โดยทรัมป์แสดงความหวังว่าจะได้พบกันภายในปีนี้ และระบุว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้อง "เข้ากันได้" กับผู้นำเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากเกาหลีเหนือต่อข้อเสนอของทรัมป์ยังค่อนข้างเงียบ โดยเกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนออย่างชัดเจน แม้จะระบุผ่านสื่อของรัฐว่า คิม จอง อึน มี "ความทรงจำและความรู้สึกที่ดี" ต่อทรัมป์ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองยังคงยอดเยี่ยม

ทรัมป์และคิมเคยพบกัน 3 ครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก โดยการประชุมสุดยอดเหล่านั้นมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันข้อตกลงให้เกาหลีเหนือยุติโครงการนิวเคลียร์ แต่ท้ายที่สุดไม่สามารถบรรลุความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมได้

ทรัมป์เคยกล่าวถึงความสัมพันธ์กับคิมอย่างโดดเด่น โดยถึงขั้นบอกว่าทั้งสอง "รักกัน" ขณะเดียวกัน ในเดือนตุลาคม 2025 เขายังแหวกแนวนโยบายสหรัฐฯ ที่ดำเนินมายาวนานด้วยการกล่าวว่า เกาหลีเหนือเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ในระดับหนึ่ง และย้ำว่าเขาเปิดกว้าง 100 เปอร์เซ็นต์ ต่อการพบคิมอีกครั้ง แต่ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้รับการตอบรับจากเกาหลีเหนือ

ความเคลื่อนไหวของทรัมป์เกิดขึ้นพร้อมกับการที่สหรัฐฯ ลดขนาดการซ้อมรบร่วมทางทหารกับเกาหลีใต้ในเดือนสิงหาคม ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่พันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชีย และนำไปสู่การคาดการณ์ว่าทรัมป์อาจต้องการสร้างผลงานด้านนโยบายต่างประเทศในช่วงที่สงครามอิหร่านเผชิญภาวะชะงักงัน

อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทรัมป์กล่าวว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคิมเป็นเรื่องสำคัญ เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้มากกว่า 10 ลูกจากพื้นที่กรุงเปียงยาง ต่อมา คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ กล่าวว่า การตัดสินใจลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ถือเป็น "ผลกรรมที่เกาหลีใต้สมควรได้รับ"

นอกจากนี้ การซ้อมรบทางทะเลระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเริ่มวันที่ 7 กันยายน ก็สร้างความไม่พอใจให้แก่เกาหลีเหนือเช่นกัน

ยัง มู-จิน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยการศึกษาเกาหลีเหนือ มองว่า เกาหลีเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย มีแรงจูงใจไม่มากนักที่จะกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ ในเวลานี้ เขาระบุว่า จากมุมมองของเกาหลีเหนือ ประเทศกำลังเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์สำคัญจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และจากความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขณะที่อีกฝ่ายประกอบด้วยเกาหลีเหนือ จีน และรัสเซีย ดังนั้นจึงยังมีแรงจูงใจไม่มากนักสำหรับเปียงยางที่จะเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้  มีนโยบายที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับเกาหลีเหนือ แตกต่างจากอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ซึ่งมีจุดยืนแข็งกร้าวกว่า ล่าสุดเขาสนอให้สองเกาหลีเปิดการเจรจาเพื่อยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1950-1953 โดย NIS ระบุว่า หน่วยงานข่าวกรองของเกาหลีใต้ยังไม่ได้ติดต่อกับเกาหลีเหนือในประเด็นดังกล่าว

ในทางเทคนิค เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยการลงนามในข้อตกลงสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอจากรัฐบาลเกาหลีใต้ และเรียกเกาหลีใต้ว่าเป็น "ศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์มากที่สุด" พร้อมประกาศว่าตนเองเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่สถานะดังกล่าว "ไม่สามารถย้อนกลับได้"

ในการบรรยายสรุปต่อรัฐสภา NIS ยังประเมินว่า คิม จู-แอ บุตรสาวของคิม จอง อึน อาจอยู่ในขั้นตอนของการได้รับการวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจ หลังปรากฏตัวต่อสื่อของรัฐเกาหลีเหนือบ่อยครั้ง และร่วมงานสำคัญกับบิดาอย่างต่อเนื่อง

สมาชิกสภาฯ ที่ได้รับฟังการบรรยายสรุประบุว่า NIS เชื่อว่า การให้คิม จู-แอ ปรากฏตัวต่อสาธารณะบ่อยครั้ง อาจมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของเธอให้ประชาชนเกาหลีเหนือคุ้นเคยในฐานะผู้นำในอนาคต โดยสื่อของทางการเกาหลีเหนือเคยเผยแพร่ภาพคิม จู-แอ เดินทางร่วมกับบิดาในงานสำคัญหลายครั้ง รวมถึงพิธีรำลึกครบรอบ 73 ปีการลงนามข้อตกลงสงบศึกสงครามเกาหลี

NIS ยังเปิดเผยต่อสมาชิกสภาฯ ว่า หน่วยงานสามารถรวบรวมและกำลังวิเคราะห์ “เอกสารภายใน” ของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ รวมถึง "แบบแปลนขีปนาวุธ" ซึ่งอาจช่วยให้เกาหลีใต้ประเมินความเคลื่อนไหวและขีดความสามารถทางทหารของเปียงยางได้ละเอียดมากขึ้น.


ที่มา Yonhap / AFP