ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2.7% หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันครั้งใหม่ในรอบกว่า 1 เดือน ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะโต้กลับการโจมตีของอิหร่านอย่างรุนแรง

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบปิดปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 2.5% หลังจากการเปิดฉากโจมตีทางทหารรอบใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ได้จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัวทั่วโลกอีกครั้ง ในขณะที่ความขัดแย้งยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 6

สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.39 ดอลลาร์ หรือ 2.71% อยู่ที่ 90.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดเพิ่มขึ้น 2.36 ดอลลาร์ หรือ 2.83% อยู่ที่ 85.76 ดอลลาร์ โดยระหว่างวันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 91.52 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่า จะตอบโต้อิหร่านอย่างรุนแรง หลังจากอิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าใส่ฐานทัพของสหรัฐฯ 2 แห่งในประเทศจอร์แดน เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ โจมตีฐานยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค (Larak Island) จนมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย

ทั้งนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินมานาน 6 เดือนแล้ว และทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในภาวะคุมเชิงกัน โดยอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญของโลก ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมทางทะเลเพื่อตอบโต้อิหร่านอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการเดินเรือระบุว่า จำนวนเรือสินค้าที่มองเห็นได้ซึ่งเดินทางผ่านช่องแคบในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ลดลงเหลือเพียง 5 ลำต่อวัน

“น้ำมันบางส่วนจากอ่าวอาหรับยังคงสัญจรผ่านช่องแคบได้อยู่ ซึ่งช่วยชะลอการพุ่งขึ้นของราคาได้บ้าง แต่การปะทะทางทหารโดยตรงครั้งแรกในรอบเดือนได้บีบให้บรรดาเทรดเดอร์ต้องกลับมาคำนวณส่วนต่างราคาความเสี่ยงด้านอุปทานในระยะสั้นใหม่อีกครั้ง” นักวิเคราะห์จาก Gelber & Associates ระบุในรายงาน

ปัจจัยที่อาจช่วยบรรเทาความกังวลด้านอุปทานคือ ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า น้ำมันที่ได้จากข้อตกลงกับเวเนซุเอลาจะถูกนำมาใช้เพื่อเติมเต็มคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งลดลงจนใกล้แตะระดับต่ำสุดในรอบ 44 ปี

อนึ่ง เมื่อสัปดาห์ก่อน ปริมาณน้ำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐฯ ลดลงราว 3.1 ล้านบาร์เรล เหลืออยู่ที่ 286.6 ล้านบาร์เรล

แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า บริษัทของสหรัฐฯ อย่าง Chevron และ GE Vernova ร่วมด้วย ONGC จากอินเดีย, Eni จากอิตาลี และ GeoPark จากโคลอมเบีย เตรียมที่จะลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้ายในเวเนซุเอลา หลังจากเจรจามาหลายเดือนเพื่อสรุปโครงการพลังงานในชาติอเมริกาใต้แห่งนี้


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna