นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ "แนนซี เกรซ โรมัน" ขึ้นสู่อวกาศ ด้วยจรวดฟัลคอนเฮฟวี ของสเปซเอ็กซ์ มุ่งหน้าสู่จุดสังเกตการณ์ห่างจากโลก 1.5 ล้านกิโลเมตร เพื่อเริ่มต้นภารกิจสำรวจและสร้างแผนที่จักรวาลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หวังไขปริศนาสสารมืดและพลังงานมืดที่ครอบคลุม 95% ของจักรวาล

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ประสบความสำเร็จในการส่งกล้องโทรทรรศน์ "แนนซี เกรซ โรมัน" (Nancy Grace Roman Space Telescope) ขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 ส.ค.) จากศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดา เมื่อเวลา 07.26 น. ตามเวลาท้องถิ่น ด้วยจรวดฟัลคอนเฮฟวี ของสเปซเอ็กซ์ ถือเป็นการเปิดฉากภารกิจสำรวจจักรวาลระยะหลายปี เพื่อสร้างแผนที่อวกาศขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และศึกษาปริศนาสำคัญที่สุดบางประการของฟิสิกส์และดาราศาสตร์

กล้องโทรทรรศน์ความสูงกว่า 12 เมตร ได้รับการพัฒนามานานกว่าหนึ่งทศวรรษ ด้วยงบประมาณมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งชื่อตาม แนนซี เกรซ โรมัน นักดาราศาสตร์หญิงผู้บุกเบิกของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "มารดาแห่งฮับเบิล" เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

จาเรด ไอแซกแมน ผู้บริหารนาซา กล่าวว่ากล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวจะช่วยสร้าง "แผนที่ฉบับใหม่ของจักรวาล" และเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ผลักขอบเขตการค้นพบทางดาราศาสตร์ไปไกลกว่าที่เคย

จุดเด่นสำคัญของกล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน คือ มุมมองการสำรวจท้องฟ้าที่กว้างกว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลมากกว่า 100 เท่า และกว้างกว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ แม้เว็บบ์จะมีความสามารถในการสังเกตรายละเอียดที่สูงกว่า

กล้องโทรทรรศน์จะเดินทางไปยังบริเวณ จุดลากร็องจ์ที่ 2 ของระบบดวงอาทิตย์-โลก หรือ L2 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการเดินทางไปถึงตำแหน่งดังกล่าว จากจุดนี้กล้องจะสามารถสำรวจพื้นที่ขนาดมหาศาลของท้องฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การมองเห็นในช่วงอินฟราเรด เพื่อตรวจจับแสงจากวัตถุท้องฟ้าที่เดินทางมายังโลกเป็นเวลาหลายพันล้านปี นั่นหมายความว่า นักวิทยาศาสตร์จะสามารถมองย้อนกลับไปในอดีตของจักรวาล และศึกษาว่าจักรวาลก่อตัวและเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร

กล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับกล้องโทรทรรศน์และหอดูดาวอื่น ๆ รวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ โดยภารกิจหนึ่งคือการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนหลายพันดวง นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายตรวจจับซูเปอร์โนวานับหมื่นครั้ง ซึ่งเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตดาวฤกษ์มวลมาก

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่สุดของกล้องนี้คือการศึกษาสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ นั่นคือ สสารมืด (Dark Matter) และ พลังงานมืด (Dark Energy) นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าองค์ประกอบทั้งสองรวมกันคิดเป็นประมาณ 95% ของจักรวาล แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคืออะไร และมีต้นกำเนิดอย่างไร

สสารมืดเชื่อว่าทำหน้าที่คล้าย "กาว" ทางแรงโน้มถ่วง ช่วยยึดโครงสร้างต่าง ๆ ของจักรวาลเข้าด้วยกัน ขณะที่พลังงานมืดเชื่อว่าเป็นแรงผลักที่ทำให้จักรวาลขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้น

กล้องจะใช้การสังเกตในช่วงอินฟราเรดเพื่อศึกษาวัตถุที่อยู่ห่างไกลและมีอายุย้อนกลับไปหลายพันล้านปี ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพัฒนาการของจักรวาลในช่วงเวลาต่าง ๆ และทำความเข้าใจบทบาทของสสารมืดและพลังงานมืดได้ดีขึ้น

อีกไม่กี่สัปดาห์หลังออกเดินทาง เครื่องมือหลักกล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน คือ Wide Field Instrument จะเริ่มทำงาน โดยเป็นกล้องอินฟราเรดความละเอียด 300 ล้านพิกเซล ประกอบด้วยตัวตรวจจับภาพความละเอียดระดับ 4K จำนวน 18 ตัว

นาซาคาดว่ากล้องโรมันจะส่งข้อมูลกลับมายังโลกประมาณ 1.4 เทราไบต์ต่อวัน ซึ่งถือเป็นอัตราการส่งข้อมูลสูงที่สุดในบรรดาภารกิจดาราศาสตร์ของนาซาในปัจจุบัน

ด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาล นักวิทยาศาสตร์จะต้องอาศัยการเรียนรู้ของเครื่อง ปัญญาประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์พลเมือง ช่วยคัดกรองข้อมูลและค้นหาสัญญาณหรือวัตถุที่มีความสำคัญ ก่อนที่นักดาราศาสตร์จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปศึกษาในเชิงลึก

กล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน ถือเป็นภารกิจหลักลำดับที่ 4 ของนาซา ที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดฟัลคอนเฮฟวี  โดยโครงการนี้บริหารจัดการโดยศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด และได้รับความร่วมมือจากห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory, Caltech/IPAC, Space Telescope Science Institute รวมถึงนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยหลายแห่ง

นอกจากนี้ ยังมีบริษัท BAE Systems, L3Harris Technologies และ Teledyne Scientific & Imaging เป็นพันธมิตรภาคอุตสาหกรรมหลัก พร้อมการสนับสนุนจากองค์การอวกาศยุโรป (ESA), องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA), CNES ของฝรั่งเศส และสถาบันมักซ์ พลังค์เพื่อดาราศาสตร์ของเยอรมนี.


ที่มา NASA / AFP