สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตยังวิกฤต ยอดผู้เสียชีวิตรวมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 750 คน ขณะที่ผู้สูญหายมีมากกว่า 3,000 คน ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติที่ยังตามหาไม่พบอีกหลายร้อยชีวิต ล่าสุดเกิดแผ่นดินถล่มซ้ำก่อตัวเป็นทะเลสาบแห่งใหม่ จนต้องอพยพทีมกู้ภัยออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่นานาชาติเร่งส่งความช่วยเหลือ มุ่งค้นหาคนงานที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ

ความคืบหน้าเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและโคลนทะลักเข้าถล่มพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วรวมกันพุ่งสูงเกิน 750 ราย โดยทางการเนปาลรายงานพบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 734 ราย ขณะที่สื่อทางการจีนยืนยันผู้เสียชีวิตในทิเบตอีก 16 ราย

นอกจากนี้ ยอดผู้สูญหายรวมในทั้งสองประเทศได้พุ่งทะลุ 3,000 คน โดยเนปาลแจ้งระบุตัวตนไม่ได้และขาดการติดต่อนานกว่า 2,498 คน ส่วนเจ้าหน้าที่จากเขตปกครองตนเองทิเบตของจีนกล่าวในการแถลงข่าวว่า ชาวต่างชาติที่สูญหายมากที่สุดคือชาวเนปาลจำนวน 104 คน ขณะที่ชาวอินเดีย 49 คน ชาวลัตเวีย 33 คน ชาวอเมริกัน 18 คน และชาวอังกฤษ 15 คน ยังคงสูญหายเช่นกัน เนื่องจากด่านจี๋หลง บริเวณชายแดนเป็นเส้นทางผ่านสำคัญของนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากกรุงกาฐมาณฑุไปยังเขาไกรลาส สถานที่แสวงบุญศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต

สถานการณ์การกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องและสภาพภูมิประเทศที่เป็นโคลนหนาแน่น สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีนรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดรนสำรวจพบเหตุแผ่นดินถล่มระลอกใหม่ตรงบริเวณจุดต่ำกว่าแนวกั้นน้ำเดิม 2.8 กิโลเมตร ส่งผลให้เศษดินและหินปิดกั้นลำน้ำจนเกิดเป็น "ทะเลสาบกั้นน้ำแห่งใหม่" ขึ้นมา ซึ่งเสี่ยงต่อการแตกและทะลักซ้ำ เจ้าหน้าที่จึงต้องสั่งอพยพทีมกู้ภัยใกล้ด่านจี๋หลงไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

ขณะเดียวกัน ทางการเนปาลได้ประกาศเตือนประชาชนริมแม่น้ำโภเต โกศี ให้เฝ้าระวังขั้นสูงสุด หลังพบสัญญาณระดับน้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

หนึ่งในจุดที่วิกฤตที่สุดคือการกู้ภัยคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำมากกว่า 100 ชีวิตที่ยังคงติดค้างอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดินท่ามกลางดินโคลนที่อุดปิดทางเข้า กองทัพเนปาลได้พยายามสอดท่อเข้าไปในอุโมงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าตรีศูลี 3เอ เพื่ออัดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปประทังชีวิตให้แก่ผู้รอดชีวิตด้านใน แต่ระดับน้ำในแม่น้ำที่สูงขึ้นทำให้การทำงานต้องหยุดชะงักเป็นระยะ

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีคนงานจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูญหายรวมกันมากถึง 933 คน ทำให้รัฐบาลอินเดียและจีนตัดสินใจส่งทีมเชี่ยวชาญด้านการขุดเจาะอุโมงค์และการกู้ภัยเฉพาะทางเข้าร่วมปฏิบัติการกู้ชีวิตแข่งกับเวลา

ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) ร่วมกับสำนักข่าวซินหัว ระบุตรงกันว่าชนวนเหตุภัยพิบัติครั้งมโหฬารนี้ เกิดจาก "การพังทลายของธารน้ำแข็ง"  บริเวณลาดเขาทางตอนใต้ของยอดเขาลิรุง ในเนปาล ส่งผลให้ก้อนน้ำแข็งและหินมหาศาลถล่มลงมารวมกับมวลน้ำ ก่อตัวเป็นโคลนและเศษซากพัดถล่มลงมาตามลำน้ำเป็นระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งนายไซมอน สตีล หัวหน้าฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ระบุว่านี่คือสัญญาณเตือนอันตรายจากภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนเทือกเขาอย่างรุนแรง

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลประเมินว่า ความเสียหายเฉพาะมูลค่าการบูรณะฟื้นฟูอาจพุ่งสูงถึง "หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ" พร้อมร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติทั้งชุดตรวจดีเอ็นเอ, เครื่องแช่เย็นศพ และโดรนยกของหนัก ขณะนี้ชาติต่างๆ ได้เร่งส่งความช่วยเหลือแล้ว โดยสหรัฐฯ และแคนาดามอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแห่งละ 3.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สหราชอาณาจักรสนับสนุน 6.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสหภาพยุโรปให้เงินช่วยเหลือ 2.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหประชาชาติปล่อยงบฉุกเฉิน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งเยียวยาประชาชนเนปาลกว่า 93,000 คนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก.


ที่มา BBC / AFP / Reuters