ผู้เชี่ยวชาญชี้หากเกิดเหตุน้ำและโคลนทะลักหลากจากหุบเขาเข้าท่วม แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน จนกวาดอาคาร รถยนต์ และผู้คนไปในพริบตา ต่อให้พยายามวิ่งหนีก็ไม่สามารถหนีได้ทัน

เหตุการณ์น้ำหลากและดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน กลายเป็นภาพสะเทือนใจ หลังมวลน้ำ โคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาตามหุบเขาอย่างรวดเร็ว จนกวาดบ้านเรือน รถยนต์ และสิ่งปลูกสร้างไปในพริบตา จนเกิดการตั้งคำถามว่า หากเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ผู้ประสบเหตุจะมีหนทางรอดได้อย่างไร และ จะสามารถวิ่งหนีได้ทันหรือไม่?

ฮาติม ชารีฟ นักอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ซานอันโตนิโออธิบายว่า เมื่อมองเห็นกระแสโคลนกำลังพุ่งเข้ามา อาจเหลือเวลาไม่มากพอที่จะวิ่งหนีได้

โดยเขาระบุว่าการวิ่งหนีอาจไม่ช่วย เช่นเดียวกับการพยายามขับรถออกจากพื้นที่ เพราะมวลน้ำที่ผสมกับโคลนและเศษซากสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง และมีแรงมหาศาล เปรียบได้กับคอนกรีตเหลว นั่นหมายความว่า การที่เราอยู่บนถนนแล้วพยายามวิ่งหนีไปตามแนวราบ หรือขับรถฝ่ากระแสน้ำ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย

ทางรอดคือ "ขึ้นที่สูง"

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากเกิดน้ำหลากจากดินถล่มหรือกระแสโคลนอย่างฉับพลัน สิ่งสำคัญคือ ต้องรีบออกจากแนวทางน้ำและมุ่งหน้าไปยังพื้นที่สูง

ชารีฟประเมินว่า พื้นที่ปลอดภัยควรสูงขึ้นไปอย่างน้อยประมาณ 6 เมตร หากสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

หลักสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามวิ่งให้เร็วกว่ากระแสน้ำ แต่คือการ เปลี่ยนระดับความสูงให้เร็วที่สุด โดยออกจากพื้นที่ต่ำ หุบเขา และบริเวณใกล้ทางน้ำ

อย่ารอจนเห็นกำแพงโคลน

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า ภัยพิบัติประเภทนี้มีอันตรายอย่างมาก ตรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่ได้มีฝนตกหนักนำหน้าเพื่อเตือนภัยเสมอไป

ในกรณีที่อยู่ในพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่เสี่ยง หากทางการออกคำเตือนเรื่องดินถล่ม น้ำป่า หรือระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น ควรออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที ไม่ควรรอจนเห็นกระแสน้ำหรือโคลนด้วยตาตัวเอง เพราะเมื่อเห็นมวลโคลนพุ่งเข้ามา อาจหมายความว่า ระยะเวลาสำหรับการหลบหนีเหลือน้อยมากแล้ว

ระยะยาวต้องพัฒนาระบบเตือนภัย

นักวิทยาศาสตร์มองว่า หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยลดการสูญเสียในอนาคต คือการติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตามแม่น้ำและลำธารในพื้นที่เสี่ยง พร้อมระบบส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังเจ้าหน้าที่

ชารีฟประเมินว่าระบบดังกล่าวอาจช่วยให้ประชาชนได้รับคำเตือนล่วงหน้าประมาณ 20-30 นาที ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญในการอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูง

ขณะที่นักวิจัยเตือนว่า พื้นที่ภูเขาและหุบเขาแคบมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เพราะหากดินถล่มหรือหิมะและน้ำแข็งถล่มลงไปปิดแม่น้ำ น้ำสามารถสะสมอย่างรวดเร็ว ก่อนทะลักลงมาเป็นกระแสน้ำที่รุนแรง

พร้อมเตือนข้อควรจำง่ายๆ หากเจอน้ำหลาก-โคลนถล่ม "อย่ารอ — อย่าวิ่งแข่งกับน้ำ — อย่าขับรถฝ่ากระแส — ให้ขึ้นที่สูง" โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือเดินทางในพื้นที่ภูเขา ควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และวางแผนเส้นทางไปยังพื้นที่สูงไว้ล่วงหน้า เพราะสำหรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน การตัดสินใจก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่นาที อาจเป็นตัวตัดสินความเป็นความตาย.


ที่มา : AFP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ