อดัม มอสเซอรี ซีอีโออินสตาแกรม ขึ้นให้การในศาลสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของอัยการที่ว่าบริษัทเจตนาปกปิดฟีเจอร์ความปลอดภัยวัยรุ่น ยอมรับฟีเจอร์เตือนพักสายตา "Take a Break" มีวัยรุ่นสมัครใช้งานเพียง 1.8% ก่อนที่อินสตาแกรมจะเปิดใช้เป็นค่าเริ่มต้นในปี 2024 ขณะที่ 29 รัฐของสหรัฐฯ กล่าวหาว่า "เมตา" ออกแบบแพลตฟอร์มให้เสพติดและเป็นอันตรายต่อเด็ก

อดัม มอสเซอรี ซีอีโออินสตาแกรม ขึ้นให้การต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาของอัยการว่าอินสตาแกรม พยายามปกปิดข้อมูลเชิงลบจากสาธารณชนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของฟีเจอร์ความปลอดภัยสำหรับวัยรุ่น

มอสเซอรีกล่าวว่า เขาไม่เคยพยายามสนับสนุนให้ทีมงานปกปิดข้อมูล พร้อมยืนยันว่า "ผมไม่ได้พยายามสนับสนุนให้ทีมของผมปกปิดอะไร" และนึกไม่ออกว่ามีช่วงเวลาใดที่เขาเคยส่งเสริมให้ทีมงานนำข้อมูลมาให้เขาน้อยลง

มอสเซอรีเป็นผู้บริหารระดับสูงคนแรกของเมตา บริษัทแม่ของอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก ที่ขึ้นให้การในคดีครั้งสำคัญ ซึ่งมี 29 รัฐของสหรัฐฯ เป็นโจทก์ โดยคดีนี้มุ่งพิจารณาข้อกล่าวหาว่าเมตาจงใจออกแบบแพลตฟอร์มให้มีลักษณะเสพติด เพื่อดึงดูดและทำให้เด็กและวัยรุ่นใช้บริการเป็นเวลานาน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่อัยการหยิบยกขึ้นมาคือฟีเจอร์ "Take a Break" ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้วัยรุ่นหยุดใช้อินสตาแกรม หลังจากเลื่อนดูเนื้อหามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

เจสัน สโลธเฮาเบอร์ อัยการจากรัฐโคโลราโด ตั้งคำถามเกี่ยวกับจำนวนวัยรุ่นที่สมัครใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว โดยชี้ว่า ในช่วงแรกมีวัยรุ่นเพียงประมาณ 1.8% ที่เลือกเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ และแม้มอสเซอรีจะเคยประชาสัมพันธ์เครื่องมือดังกล่าว แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลข 1.8% ต่อสาธารณะ

มอสเซอรีตอบว่า เขาเคยพูดต่อสาธารณะอย่างแน่นอนว่าอัตราการสมัครใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่แน่ใจว่าเคยเปิดเผยตัวเลขที่แน่นอนหรือไม่ พร้อมย้ำว่า บริษัทไม่ได้เปิดเผยสถิติทุกตัวต่อสาธารณะ

ในการให้การอีกช่วงหนึ่ง มอสเซอรียอมรับว่า ก่อนที่อินสตาแกรมจะกำหนดให้ Take a Break เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้นในเดือนกันยายน 2024 สัดส่วนวัยรุ่นที่ใช้ฟีเจอร์นี้อยู่ในระดับ หลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ และยอมรับว่า "วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ต้องการใช้" แต่บริษัทตัดสินใจเดินหน้าฟีเจอร์ดังกล่าวต่อไป

อินสตาแกรมเปิดตัว Take a Break ในเดือนธันวาคม 2021 โดยโมเซรีระบุในบล็อกของบริษัทว่า จากการทดลองระยะแรก วัยรุ่นมากกว่า 90% ที่เปิดใช้ฟีเจอร์นี้ยังคงเปิดใช้งานต่อไป ฟีเจอร์ดังกล่าวจะเตือนผู้ใช้ให้ปิดอินสตาแกรมเมื่อใช้งานต่อเนื่องครบระยะเวลาที่กำหนด

อัยการยังตั้งคำถามถึงบล็อกโพสต์ที่มอสเซอรีเผยแพร่เพียงหนึ่งวันก่อนที่เขาจะไปให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2021 โดยโพสต์ดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานในการปกป้องวัยรุ่นและสนับสนุนผู้ปกครอง พร้อมประกาศเกี่ยวกับฟีเจอร์ Take a Break

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดจึงเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวในช่วงเวลานั้น มอสเซอรีตอบว่าอินสตาแกรมมีความคืบหน้าในด้านความปลอดภัยและต้องการนำเสนอความคืบหน้านั้นต่อสาธารณะ

อัยการยังถามมอสเซอรีเกี่ยวกับแนวคิดที่เรียกว่า "drumbeat messaging" ซึ่งหมายถึงการสื่อสารข้อความเดิมซ้ำ ๆ เพื่อให้ผู้รับเกิดการรับรู้และจดจำ โดยมอสเซอรียอมรับว่ารู้จักแนวคิดดังกล่าว และระบุว่าการสื่อสารซ้ำมีความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเครื่องมือด้านความปลอดภัยกับผู้ปกครอง เพราะบริษัทจำเป็นต้องสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเครื่องมือเหล่านี้

คดีดังกล่าวมีประเด็นกว้างกว่าการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ Take a Break โดย 29 รัฐกล่าวหาว่าเมตา ละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง ด้วยการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง

ขณะที่ 4 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เคนทักกี และนิวเจอร์ซีย์ กล่าวหาว่าเมตาออกแบบอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก เพื่อดึงดูดและทำให้เด็กใช้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง จนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย พร้อมกล่าวหาว่าบริษัททำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม

หากศาลตัดสินให้เมตาต้องรับผิด บริษัทอาจเผชิญบทลงโทษทางแพ่งสูงถึงเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจถูกสั่งให้ปรับเปลี่ยนการออกแบบอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับเด็กและวัยรุ่น

เมตาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่าบริษัทมีทีมงานด้านความปลอดภัยที่พยายามพัฒนามาตรฐานการปกป้องผู้ใช้ให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และผลการวิจัยของบริษัทไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการใช้โซเชียลมีเดียของวัยรุ่นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะความเป็นอยู่ที่แย่ลง

ก่อนโมเซรีขึ้นให้การ ฟรานเชสโก โฟกู ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของอินสตาแกรม ก็ขึ้นให้การเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลด้านความปลอดภัยของวัยรุ่นที่ทีมงานจัดทำขึ้นในปี 2023 โดยโฟกูยอมรับว่า มีการนำข้อมูลบางส่วนออกจากสไลด์หนึ่ง ซึ่งระบุว่าวัยรุ่นที่ใช้อินสตาแกรมพบเห็นเนื้อหาประเภทการกลั่นแกล้ง การฆ่าตัวตาย ความเกลียดชัง ภาพเปลือย และความรุนแรง มากกว่าผู้ใช้ที่เป็นผู้ใหญ่ประมาณ 1.5 เท่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกซักถามโดยทนายของเมตาในภายหลัง โฟกูกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวยังปรากฏอยู่ในสไลด์อื่นของการนำเสนอ

คดียังได้รับฟังคำให้การจาก อาร์ตูโร เบฆาร์ อดีตวิศวกรด้านความปลอดภัยของเมตา ซึ่งกลายเป็นผู้เปิดโปงข้อมูล โดยเขากล่าวหาว่าเมตามีแนวทางลักษณะ "ไม่ถาม ไม่บอก" เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของเด็กบนแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ ยังมีนักจิตวิทยาและอดีตพนักงาน รวมถึงพนักงานปัจจุบันของบริษัทขึ้นให้การด้วย

การพิจารณาคดีคาดว่าจะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนกันยายน และจะมีพยานสำคัญอีกหลายคนขึ้นให้การ รวมถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา

ทั้งนี้ มอสเซอรีเคยขึ้นให้การในคดีอีกคดีหนึ่งที่นครลอสแอนเจลิสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่าอินสตาแกรม และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นอันตรายต่อเด็ก โดยคณะลูกขุนในคดีดังกล่าวมีคำตัดสินว่าเมตาและกูเกิล มีความประมาทในการออกแบบแพลตฟอร์ม และสั่งให้ทั้งสองบริษัทจ่ายเงิน 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้หญิงวัย 20 ปี ซึ่งระบุว่าเธอเสพติดอินสตาแกรมและยูทูบตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศาลในรัฐนิวเม็กซิโกมีคำสั่งให้เมตาจ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่น หลังอัยการสูงสุดของรัฐกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มของบริษัทเป็นภัยต่อสาธารณะ

คดีล่าสุดในรัฐแคลิฟอร์เนียจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลการพิจารณาอาจมีผลต่อแนวทางการออกแบบและการทำงานของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและวัยรุ่นในสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ.


ที่มา Reuters / Guardian