ชายชาวรัฐมอนทานา ของสหรัฐฯ วัย 44 ปี ก่อเหตุกราดยิงสังหารญาติพี่น้อง 8 ศพ ซึ่งรวมถึงเด็ก 4 คน ขณะกำลังรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ก่อนจุดไฟเผาบ้านวอดทั้งหลังแล้วปลิดชีพตนเอง เผยชนวนเหตุคาดแค้นหลังถูกพ่อแม่ขอให้ย้ายออกจากบ้าน ขณะที่เด็กหญิงวัย 12 ขวบผู้เสียชีวิต ได้รับการยกย่องเป็นฮีโร่หลังมีสติโทรแจ้ง 911 ช่วยครอบครัวก่อนเสียชีวิต

เกิดเหตุสังหารหมู่สะเทือนขวัญขึ้นที่เมืองบิลลิงส์ ในรัฐมอนทานา ของสหรัฐฯ เมื่อชายวัย 44 ปี ก่อเหตุยิงสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตรวม 8 ราย ประกอบไปด้วยญาติ 4 รุ่น ตั้งแต่ทวดวัยกว่า 90 ปี ไปจนถึงเด็กหญิงวัยเพียง 7 ขวบ ระหว่างที่ทุกคนกำลังร่วมรับประทานอาหารเย็นประจำสัปดาห์

ผู้ก่อเหตุได้รับการยืนยันชื่อคือ อลัน สมิธ วัย 44 ปี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุเมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ (23 ส.ค.) และเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจากบริเวณหลังบ้าน ก่อนที่ไฟจะลุกโหมไหม้บ้านอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงจนทรุดโทรมถึงฐานราก ส่งผลให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและฝ่ายสืบสวนเป็นไปอย่างยากลำบาก ผลการตรวจสอบเบื้องต้นยืนยันพบผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 8 ราย ส่วนตัวผู้ก่อเหตุได้ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตในเวลาต่อมา

แบรด ไอแลนด์ อดีตสามีของหนึ่งในผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ผู้เหยื่อในเหตุการณ์นี้ครอบคลุมถึง 4 ช่วงวัย ได้แก่ เอฟเวอลิน สมิธ  ยาย/ทวด วัยกว่า 90 ปี ซึ่งต้องใช้รถเข็น, ดานา และ บาร์บ สมิธ พ่อและแม่ของผู้ก่อเหตุ, มีแกน เกเคียร์ น้องสาวของผู้ก่อเหตุ รวมถึงเด็กและเยาวชน 4 คน ได้แก่ โอเวน ไอแลนด์ (13 ปี), ชาร์ลอตต์ เกเคียร์ (12 ปี), แลนดอน เกเคียร์ (15 ปี) และ ชโลเอ ไอแลนด์ (7 ปี)

เจนนิเฟอร์ เมอร์เซอร์ เพื่อนบ้านและเพื่อนของครอบครัว รวมถึง อดัม เกเคียร์ สามีปัจจุบันของมีแกน ซึ่งทำงานอยู่ที่สนามบินและเร่งเดินทางมายังจุดเกิดเหตุหลังได้ยินวิทยุสื่อสาร เปิดเผยตรงกันว่า ชาร์ลอตต์ เกเคียร์ เด็กหญิงวัย 12 ขวบ คือฮีโร่ของเหตุการณ์นี้ โดยเธอเป็นผู้โทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉิน 911 จากภายในบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือให้กับครอบครัวก่อนจะเสียชีวิต

แบรด ไอแลนด์ ระบุว่า อลัน สมิธ ผู้ก่อเหตุ มีพฤติกรรมเป็นคนเก็บตัว ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องนอนกับคอมพิวเตอร์ แม้จะเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นวอชิงตันแต่ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมไม่พบว่าเคยถูกจับกุมหรือมีประวัติใช้ความรุนแรงทางร่างกายมาก่อน แม้จะมีพฤติกรรมใช้วาจารุนแรงอยู่บ้าง

ชนวนเหตุสำคัญคาดว่ามาจากเรื่องที่พ่อและแม่ของเขาได้ขอให้เขาย้ายออกจากบ้านเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า หลังจากอาศัยอยู่ด้วยกันมานานหลายปี จนกระทั่งในวันอาทิตย์ที่เกิดเหตุ อลันได้ย้อนกลับมาที่บ้านโดยไม่คาดคิด และลงมือกราดยิงทุกคนในครอบครัวที่กำลังร่วมโต๊ะอาหาร ก่อนจะจุดไฟเผาบ้านและพยายามหลบหนีจนกระทั่งเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจและจบชีวิตตัวเอง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นเหตุสังหารหมู่ ครั้งที่ 22 ของสหรัฐฯ ในปีนี้ โดยสถิติชี้ว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของเหตุสังหารหมู่ในอเมริกามีชนวนเหตุมาจากความขัดแย้งภายในครอบครัว ขณะนี้ชุมชนในพื้นที่ได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผ่าน GoFundMe เพื่อระดมทุนช่วยเหลือค่าจัดงานศพและเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียต่อไป.


ที่มา Associated Press