ทางการสหรัฐฯ เตรียมดำเนินการเพิกถอนวีซ่าของนักเดินทางที่เข้ามาในสหรัฐฯ ด้วยวีซ่าท่องเที่ยวหรือธุรกิจ แล้วพยายามขอลี้ภัยเพื่ออยู่ต่อกว่า 200,000 ราย ชี้การทำเช่นนี้คือการ “ฉ้อโกง”

เมื่อวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนที่จะเพิกถอนวีซ่าของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศเพื่อการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ แต่พยายามจะอยู่ต่อในระยะยาวด้วยการยื่นขอการลี้ภัย ตามนโยบายปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายของโดนัลด์ ทรัมป์

รัฐบาลเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังร่วมมือกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เพื่อระบุตัวตนและเพิกถอนวีซ่าของบุคคลที่เดินทางมายังอเมริกาโดยอ้างว่าเป็นผู้มาเยือนชั่วคราว แต่หลังจากนั้นกลับยื่นขอการลี้ภัยเพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่างถาวร

“การขอวีซ่าเพื่อจุดประสงค์ในการแสวงหาที่ลี้ภัยถือเป็นการฉ้อโกง ซึ่งเป็นเหตุผลในการเพิกถอนวีซ่า” ทอมมี พิก็อตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุในแถลงการณ์ ซึ่งเป็นการยืนยันรายงานข่าวเกี่ยวกับนโยบายใหม่นี้

ทำเนียบขาวระบุผ่านโพสต์บน X โดยส่งสัญญาณว่า “วีซ่าสูงสุดถึง 200,000 ฉบับ” จะได้รับผลกระทบ และอ้างว่านี่จะเป็น “การเพิกถอนวีซ่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว โดยพิก็อตต์กล่าวว่า “จำนวนการเพิกถอนยังคงมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ”

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม 2568 มีชาวต่างชาติกว่า 175,000 ราย ถูกเพิกถอนวีซ่าด้วยเหตุผลต่างๆ ตั้งแต่การกระทำผิดทางอาญา ซึ่งรวมถึงการเมาแล้วขับ ไปจนถึงการสรรเสริญการสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวา

นอกจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลยังได้เพิกถอนวีซ่าของเจ้าหน้าที่เม็กซิโก รวมถึงบุตรชายของอดีตประธานาธิบดี อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ซึ่งส่งผลให้ คลอเดีย เชนบอม ประธานาธิบดีเม็กซิโกคนปัจจุบัน ออกมาแสดงความไม่พอใจ

ทรัมป์ ซึ่งชนะการเลือกตั้งอีกครั้งส่วนหนึ่งจากคำมั่นสัญญาที่จะต่อสู้กับการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ได้เนรเทศผู้คนที่อยู่ในประเทศโดยไม่มีเอกสารการพำนักที่ถูกต้องเป็นจำนวนมาก เขายังพยายามจำกัดการเดินทางเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และดำเนินการกับผู้ที่อยู่เกินกำหนดวีซ่าหลังจากวีซ่าหมดอายุอีกด้วย

นอกจากนี้ คณะทำงานของทรัมป์ยังวางแผนที่จะขยายการตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นขอวีซ่าเพิ่มเติมด้วย โดยนายพิก็อตต์เน้นย้ำว่า “เรากำลังทำให้ชัดเจนว่า วีซ่าคืออภิสิทธิ์ — ไม่ใช่สิทธิ”


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา :