หน่วยงานสภาพอากาศของยุโรปเผยว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นจนทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาล โดยเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 ส.ค. 2569 ว่า ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “โคเปอร์นิคัส” (Copernicus) ของสหภาพยุโรป ระบุว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก (ไม่รวมเขตขั้วโลก) พุ่งสูงถึง 21.1 องศาเซลเซียส ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ทำลายสถิติเดิมที่ 21.09 องศาฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2567
ปกติแล้วอุณหภูมิน้ำทะเลทั่วโลกจะขึ้นสู่จุดสูงสุดในเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูร้อนของซีกโลกใต้ แต่สถิติใหม่กลับเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักวิทยาศาสตร์อย่างมาก
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญนำน้ำอุ่นขึ้นสู่ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก และคาดว่าจะทวีความรุนแรงจนถึงช่วงปลายปี โดยนี่อาจเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายศตวรรษ ทำให้อุณหภูมิมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นอีก
ทั้งนี้ มหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ มากกว่า 90% โดยหลักคือก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้อุณหภูมิทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในแปซิฟิกเท่านั้น แต่น่านน้ำอื่นๆ เช่น ช่องแคบอังกฤษฝั่งตะวันตก ก็เผชิญคลื่นความร้อนในทะเลต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี โดยอุณหภูมิสูงกว่าปกติถึง 7 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนกรกฎาคม
ผู้เชี่ยวชาญเตือนด้วยว่า น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นเป็นตัวเร่งความรุนแรงของพายุ เพิ่มความชื้น และลดลมเย็นจากทะเล ส่งผลให้คลื่นความร้อนบริเวณชายฝั่งรุนแรงขึ้น นอกจากนั้น น้ำทะเลที่ร้อนขึ้นจะขยายตัว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่งมากขึ้นด้วย
ความร้อนของน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปรากฏการณ์แนวปะการังฟอกขาว และสร้างความกดดันต่อชุมชนที่พึ่งพาอาชีพประมง
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc