สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่ออิหร่านและประเทศคู่ค้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจอิหร่าน โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า "วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" ซึ่งเป็นการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยใช้กับอิหร่าน ขณะที่อิหร่านขู่ปิดกั้นการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด หากสงครามเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป

สหรัฐฯ เตรียมเปิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปยังประเทศและภาคธุรกิจที่ยังคงทำการค้าหรือเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและการเงินของอิหร่าน ขณะที่เตหะรานประกาศพร้อมตอบโต้ด้วยการระงับการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากอ่าวเปอร์เซีย หากแรงกดดันทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุในบทความที่เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า มาตรการครั้งนี้จะเป็น "วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" และเป็นปฏิบัติการโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยระดมใช้กับฝ่ายตรงข้าม โดยเขามีกำหนดแถลงรายละเอียดมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ในวันนี้ (24 ส.ค.)

เบสเซนต์ส่งสัญญาณว่า มาตรการจะไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะอิหร่าน แต่รวมถึงประเทศที่เขามองว่า “ยอมอ่อนข้อ” และยังคงมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการเงินกับเตหะราน พร้อมเตือนว่าประเทศเหล่านั้นควรพิจารณาผลที่จะตามมาจากการสนับสนุนเศรษฐกิจอิหร่าน

ด้านโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ประกาศตอบโต้ว่า หากสงครามเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป อิหร่านจะไม่ส่งออกน้ำมันแม้แต่หยดเดียว ไม่ว่าจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือพื้นที่อื่นใดในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมเตือนว่าอิหร่านจะถือว่าประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมหรือสนับสนุนมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นการกระทำที่เท่ากับการประกาศสงคราม

ขณะที่คาเซ็ม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่าน โต้แย้งคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าสามารถทำลายขีดความสามารถทางทหารและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ โดยตั้งคำถามว่า หากสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทำลายศักยภาพดังกล่าวจริง เหตุใดจึงยังจำเป็นต้องระดมหน่วยงานและอำนาจทั้งหมดเพื่อเปิด “การโจมตีทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

ความตึงเครียดครั้งใหม่เกิดขึ้นหลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค

แม้การหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายนจะยุติการโจมตีอย่างหนักเกือบ 40 วัน แต่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ยังคงเป็นจุดขัดแย้งสำคัญ โดยอิหร่านยังคงควบคุมเส้นทางดังกล่าว ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการให้เปิดเส้นทางเดินเรือเพื่อฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันและก๊าซ

อิหร่านยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ

สหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้ประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน เข้าร่วมมาตรการกดดันและแยกอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเบสเซนต์เคยเรียกร้องให้จีนให้ความร่วมมือ เนื่องจากจีนพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในสัดส่วนสูง

อย่างไรก็ตาม จีนระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ พร้อมเรียกร้องให้ใช้แนวทางการทูต

ขณะเดียวกัน อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักอยู่แล้วจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่มีมายาวนานนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 โดยก่อนเกิดสงคราม อิหร่านมีปัญหาเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนแอ การขาดแคลนพลังงาน และปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

สงครามยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์จากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของการค้า การสูญเสียกำลังการผลิต และต้นทุนมหาศาลในการฟื้นฟูประเทศ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านเตือนว่า มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมอาจทำให้ประชาชนเผชิญความยากลำบากมากขึ้น จุดชนวนความไม่สงบภายในประเทศ และบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาล

ปากีสถาน กาตาร์ และตุรกี ต่างพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อผลักดันการเจรจา โดยอิหร่านระบุว่า พลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน จะเดินทางเยือนกรุงเตหะรานในวันจันทร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์และความพยายามฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับจีนมีความลึกซึ้งและเป็นระบบมากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้จีนและประเทศอื่น ๆ ลดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเตหะราน

สหรัฐฯ ยืนยันเดินหน้านโยบาย "กดดันสูงสุด" ต่ออิหร่านอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่อิหร่านยังคงยืนยันว่ามาตรการคว่ำบาตรและการข่มขู่จะไม่สามารถบังคับให้อิหร่านเปลี่ยนจุดยืนได้.


ที่มา Reuters /AFP