ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาแคนาดาต้องการได้รับ "ผลประโยชน์จากการเป็นรัฐของสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเป็นรัฐ" หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล้มเหลว ส่งผลให้สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเพิ่ม 50% ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ประกาศตอบโต้แบบ "ดอลลาร์ต่อดอลลาร์" พร้อมระบุว่าทั้งสองประเทศกำลังเข้าสู่ "สงครามการค้า"

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า แคนาดากำลังต้องการ "ผลประโยชน์ของการเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเป็นรัฐ" หลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาล้มเหลวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 ส.ค.)

ทรัมป์กล่าวผ่านสถานีฟ็อกซ์ นิวส์ว่า แคนาดา "โง่เขลา" ที่เลือกเปิดสงครามการค้ากับสหรัฐฯ และคิดว่าจะสามารถ "เอาชนะ" สหรัฐฯ ได้ พร้อมกล่าวหาว่าเกษตรกรอเมริกันถูกแคนาดาเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงมาเป็นเวลาหลายปี

การเจรจาที่ล้มเหลวส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเพิ่มเติมในอัตรา 50% ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท เช่น ไวน์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้ โดยมาตรการใหม่นี้มีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5% ของสินค้านำเข้าจากแคนาดาทั้งหมด และเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอยู่แล้วกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปจากแคนาดา

ด้านนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่า ภาษีรอบใหม่ของสหรัฐฯ เป็น "การคำนวณผิดพลาด" และมีเป้าหมายเพื่อ "ทำร้ายและสร้างความแตกแยก" ในแคนาดา พร้อมประกาศว่าแคนาดาจะตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีในมูลค่าเทียบเท่ากัน หรือ "ดอลลาร์ต่อดอลลาร์" ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ครอบคลุมสินค้าหลายประเภท รวมถึงเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

คาร์นีย์กล่าวว่า "เมื่อถูกโจมตี นั่นคือสงคราม เราถูกโจมตี" พร้อมยืนยันว่าแคนาดาไม่สามารถยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขที่เข้มงวดและกระทบต่อความสามารถของแคนาดาในการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่น

การเจรจารอบล่าสุดเกิดขึ้นหลังทั้งสองฝ่ายมีความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในช่วงต้นสัปดาห์ แต่การเจรจากลับล้มเหลว หลังต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้เปลี่ยนเงื่อนไขในนาทีสุดท้าย ฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหาแคนาดาว่ายื่นข้อเรียกร้องใหม่และถอยกลับจากข้อตกลงที่เคยเห็นชอบ ขณะที่แคนาดาปฏิเสธว่าไม่ได้ยื่นข้อเสนอใหม่ แต่เพียงชี้แจงรายละเอียดของข้อเสนอเดิม

เจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีแผนกลับมาเปิดการเจรจาอีกครั้ง แม้สหรัฐฯ เคยเตรียมพร้อมที่จะลดภาษีบางรายการให้แคนาดา หากสามารถบรรลุข้อตกลงได้

ผู้นำทางการเมืองและระดับมณฑลของแคนาดาหลายคนออกมาสนับสนุนคาร์นีย์ รวมถึงผู้นำฝ่ายค้านและนายกรัฐมนตรีของรัฐต่าง ๆ โดยดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนทารีโอ กล่าวว่า ทรัมป์ "ไม่สามารถไว้วางใจได้" ขณะที่มุขมนตรีรัฐบริติชโคลัมเบียระบุว่า เงื่อนไขของสหรัฐฯ จะทำให้แคนาดามีสถานะทางเศรษฐกิจไม่ต่างจาก "รัฐที่ 51" ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวแคนาดาไม่สามารถยอมรับได้

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ และแคนาดาใช้เวลามานานกว่าหนึ่งปีในการเจรจาด้านการค้า โดยมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศและเม็กซิโกอยู่ระหว่างการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ USMCA ซึ่งทรัมป์เป็นผู้ผลักดันให้ใช้แทนข้อตกลง NAFTA เดิมในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก

ข้อตกลง USMCA เป็นรากฐานของการค้าระหว่างแคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก มูลค่ารวมประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยคาร์นีย์ยอมรับว่า การล่มของการเจรจาครั้งล่าสุด "ไม่ใช่ข่าวดีอย่างแน่นอน" และยังไม่มีความชัดเจนว่าความขัดแย้งด้านภาษีครั้งนี้จะส่งผลต่ออนาคตของข้อตกลงการค้าเสรีในอเมริกาเหนืออย่างไร.


ที่มา BBC