ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกคำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ ที่ให้ระงับการออกวีซ่าย้ายถิ่นฐานสำหรับพลเมืองจาก 75 ประเทศ ชี้เป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติด้วยสัญชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ส.ค. 2569 ว่า ผู้พิพากษาศาลแขวงของสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกมาตรการสั่งระงับการออกวีซ่าย้ายถิ่นฐาน (Immigrant Visas) สำหรับพลเมืองจาก 75 ประเทศของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่ “ขัดต่อกฎหมาย” และเกินขอบเขตอำนาจของ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เรื่องนี้สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมกราคม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งชะลอการออกวีซ่าย้ายถิ่นฐานแก่พลเมืองจากเกือบ 40% ของประเทศทั่วโลกรวมถึง บราซิล โคลอมเบีย อียิปต์ เฮติ โซมาเลีย และรัสเซีย โดยอ้างเหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ย้ายถิ่นฐานเข้ามากลายเป็น “ภาระทางสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของรัฐ”

ผู้พิพากษา เจนเนตต์ วาร์กัส จากศาลแขวงเมืองแมนฮัตตัน ระบุว่า ตามกฎหมาย การพิจารณาว่าใครจะกลายเป็นภาระของรัฐ เจ้าหน้าที่กงสุลจะต้องประเมินจากสถานะทางการเงิน อายุ สุขภาพ ทักษะ และสถานะครอบครัวของ “บุคคลนั้นๆ” เป็นรายกรณี แต่นโยบายนี้กลับสั่งให้ปฏิเสธวีซ่าโดยตัดสินจาก “ประเทศต้นทาง” เพียงอย่างเดียว

ผู้พิพากษาวาร์กัสกล่าวต่อว่า นโยบายดังกล่าวขัดต่อกฎหมายปี 1965 (พ.ศ. 2508) ที่ห้ามการเลือกปฏิบัติด้วยสัญชาติในการอนุญาตออกวีซ่า และละเมิดข้อบังคับที่ห้ามไม่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้ามาก้าวก่ายการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่กงสุลในกรณีรายบุคคล

อนึ่ง คำสั่งระงับการออกวีซ่าของกระทรวงต่างประเทศนี้ ส่งผลกระทบต่อวีซ่าถาวรสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายไปอยู่กับครอบครัวหรือไปทำงานในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงวีซ่าชั่วคราว เช่น วีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียน

คำตัดสินครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความพ่ายแพ้ในความพยายามปรามปราบผู้อพยพของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาได้ให้เวลาทั้งสองฝ่ายจนถึงวันที่ 11 ก.ย. ในการเสนอแนวทางจัดการกับประเด็นคดีที่ยังค้างอยู่ ขณะที่ฝั่งรัฐบาลสามารถยื่นอุทธรณ์คำตัดสินนี้ได้


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cnn