กองทัพเกาหลีใต้เผย เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีแบบทิ้งตัวพิสัยใกล้ประมาณ 10 ลูก จากพื้นที่กรุงเปียงยาง มุ่งหน้าสู่ทะเลตะวันออก ขณะที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังซ้อมรบร่วมประจำปี ซึ่งปีนี้ลดขนาดและระยะเวลาลงตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทรัมป์ประกาศว่าเตรียมพบคิม จองอึนอีกครั้งภายในปีนี้

กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีแบบทิ้งตัวพิสัยใกล้ประมาณ 10 ลูก จากพื้นที่กรุงเปียงยาง มุ่งหน้าไปทางทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ หรือ JCS ระบุว่า ตรวจพบการยิงขีปนาวุธเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (20 ส.ค.) แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะทางหรือจุดตกของขีปนาวุธ

กองทัพเกาหลีใต้ยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนืออาจยิงขีปนาวุธเพิ่มเติม พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกองทัพสหรัฐฯ และญี่ปุ่น และยังคงรักษาความพร้อมรบในระดับสูง ด้านสำนักงานนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุเช่นกันว่า ตรวจพบสิ่งที่คาดว่าเป็น ขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือยิงออกมา และขีปนาวุธดังกล่าวได้ตกลงในทะเลแล้ว  

การยิงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีพิสัยใกล้อีกลูกไปทางตะวันออกเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

การยิงขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กองทัพสหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังจัดการซ้อมรบร่วมประจำปี "Ulchi Freedom Shield" ซึ่งในปีนี้ถูกลดขนาดและระยะเวลาลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้ปรับลดการซ้อมรบ โดยการซ้อมรบมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 ส.ค. ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยเกาหลีใต้ระบุว่าเป็นไปตามข้อเสนอจากฝ่ายสหรัฐฯ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า การลดขนาดการฝึกจะไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายด้านการฝึกทางทหารของสหรัฐฯ การซ้อมรบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมของกองทัพพันธมิตรสำหรับรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดการโจมตีจากเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือมองการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้มานานแล้วว่าเป็นการซ้อมเพื่อเตรียมรุกรานเกาหลีเหนือ และมักตอบโต้ด้วยการทดสอบขีปนาวุธหรืออาวุธประเภทต่าง ๆ ในช่วงที่มีการฝึก

คิม โย-จอง น้องสาวของคิม จองอึน กล่าวเมื่อวันพุธว่า การลดขนาดการซ้อมรบของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เป็นเรื่องที่ “ไม่คู่ควรกับการแสดงความคิดเห็น” และไม่ได้ทำให้เปียงยางสนใจที่จะเปลี่ยนจุดยืน

การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า เขามีแผนพบกับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนืออีกครั้งภายในปีนี้ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายสร้างขึ้นระหว่างการพบกันในสมัยแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า เขาเชื่อว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคิมเป็นเรื่องสำคัญ พร้อมระบุว่า เกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังมาก จำนวน 57 ลูก

ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากการประเมินของเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐมนตรีกลาโหมอัน กยู-แบ็ก ระบุว่า โดยทั่วไปเกาหลีใต้ประเมินว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 80-120 ลูก แม้ไม่สามารถยืนยันตัวเลขที่แน่นอนได้

เกาหลีใต้ยังคงไม่ยอมรับเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ และยืนยันนโยบายไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง โดยอาศัยศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ คิม โย-จอง กล่าวว่า คิม จองอึน ยังคงมี "ความทรงจำและความรู้สึกที่ดี" ต่อทรัมป์ และความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองยังคง "ยอดเยี่ยม" อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่าไม่ทราบว่าทรัมป์และคิมมีการติดต่อกันในช่วงที่ผ่านมาแล้วหรือไม่

การแสดงท่าทีดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ทรัมป์พยายามรื้อฟื้นการเจรจากับเกาหลีเหนือ หลังการทูตระหว่างสองฝ่ายหยุดชะงักจากความล้มเหลวในการเจรจาเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร โดยทรัมป์และคิมเคยพบกันในการประชุมสุดยอดถึง 3 ครั้งในช่วงปี 2018-2019 แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

สหรัฐฯ มีทหารประจำการในเกาหลีใต้ประมาณ 28,500 นาย เพื่อสนับสนุนการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นมรดกจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 ที่ยุติลงด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ซึ่งสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของเกาหลีใต้เอง เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อสนับสนุนความพยายามของทรัมป์ในการสร้างสันติภาพกับเกาหลีเหนือ

 ขณะที่อัน กยู-แบ็ก รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้กล่าวว่า เกาหลีใต้ยังคงเชื่อว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ละทิ้งเป้าหมายการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณว่าต้องการกลับมาเปิดการเจรจากับคิมอีกครั้ง.


ที่มา AFP / Yonhap