กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้างของสหรัฐฯ ได้ทะลุผ่านระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,314 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายอันตรายที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า กำลังผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่วิกฤตการคลัง จากภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับรายได้ที่ลดลงจากการลดภาษี
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดหนี้สาธารณะของประเทศทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก โดยข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค. ระบุว่า หนี้คงค้างทั้งหมดอยู่ที่ 40.047 ล้านล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นพันธบัตรและหลักทรัพย์รัฐบาลที่ถือโดยภาคเอกชนและสาธารณะราว 32.266 ล้านล้านดอลลาร์ และหนี้ที่หน่วยงานรัฐบาลถือครองระหว่างกันอีก 7.782 ล้านล้านดอลลาร์
ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึง 5 เดือน หลังหนี้สหรัฐฯ เพิ่งแตะระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในเวลาไม่ถึง 20 ปี จากระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่สหรัฐฯ ใช้เวลาถึงปี 1981 จึงจะก้าวข้ามได้เป็นครั้งแรก
มายา แมคกินเนส ประธานคณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นองค์กรไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กล่าวว่า หนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัญชีของรัฐบาล แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและท้ายที่สุดตกไปอยู่ในภาระของประชาชน
เธอเตือนว่า ยิ่งรัฐบาลกู้ยืมมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เบียดบังงบประมาณสำหรับภารกิจอื่น ๆ และทำให้ประเทศเปราะบางมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตภายในประเทศหรือความไม่แน่นอนในต่างประเทศ
ข้อมูลกระทรวงการคลังยังชี้ว่า หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลขาดดุลงบประมาณแล้วประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าการขาดดุลทั้งปีจะยังเพิ่มขึ้นอีก ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น่ากังวลมากขึ้น คือภาระดอกเบี้ยหนี้รัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19
คาดว่าปีงบประมาณนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ในปีงบประมาณ 2025 ค่าใช้จ่ายในการชำระดอกเบี้ยหนี้แซงหน้างบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยแซงหน้ารายจ่ายด้านโครงการประกันสุขภาพ (Medicare) สำหรับผู้สูงอายุ และกลายเป็นรายการใช้จ่ายขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของรัฐบาล รองจากระบบประกันสังคม
มาร์ก โกลด์ไวน์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายอาวุโสของคณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลาง กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังใช้เงินเพื่อชำระหนี้ในอดีตมากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต และกำลังเข้าสู่วงจรที่หนี้ก่อให้เกิดหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วาระแรก หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 7.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในช่วง 9 เดือนสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อรับมือกับการระบาดของโควิด-19
หลังทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองในเดือนมกราคม 2025 หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ตลอดสองวาระของทรัมป์ หนี้เพิ่มขึ้นรวมประมาณ 11.6 ล้านล้านดอลลาร์
ส่วนในสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 8.4 ล้านล้านดอลลาร์ นอกจากรายจ่ายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 แล้ว ยังรวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เงินอุดหนุนพลังงานสะอาด และโครงการอื่น ๆ ที่เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเดโมแครต
คณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลางประเมินว่า นโยบายของทั้งทรัมป์และไบเดนมีส่วนทำให้แนวโน้มหนี้รัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับที่ควรจะเป็น หากรัฐบาลยังคงดำเนินตามกฎหมายด้านการใช้จ่ายเดิมที่มีอยู่ก่อนทั้งสองเข้ารับตำแหน่ง
สำหรับกฎหมายสำคัญของทรัมป์ในสมัยที่สอง หรือ One Big Beautiful Bill Act สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ประเมินว่า จะเพิ่มภาระหนี้ของรัฐบาลอีกประมาณ 4.7 ล้านล้านดอลลาร์
แม้ทรัมป์ประกาศให้การลดต้นทุนเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล และมีการลดจำนวนบุคลากรในหน่วยงานรัฐบาล แต่การลดค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่โครงการประเภท “ดุลพินิจ” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เล็กที่สุดของงบประมาณรัฐบาล
สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี โดยราว 60% เป็นรายจ่ายภาคบังคับ เช่น ระบบประกันสังคม, โครงการประกันสุขภาพ, Medicaid และการดูแลทหารผ่านศึก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพและจำนวนผู้รับสิทธิ
อีกปัจจัยสำคัญคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยของสหรัฐฯ โดยมีชาวอเมริกันกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ เกษียณอายุประมาณ 10,000 คนต่อวัน และประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับระบบประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ
ขณะเดียวกัน รายได้จากภาษีเงินได้และภาษีเงินเดือนกลับไม่เพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ทำให้กองทุนที่ใช้สนับสนุนระบบประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ เผชิญแรงกดดันทางการเงินมากขึ้น
รัฐบาลสหรัฐฯ ยังรายงานว่า เดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว ขาดดุลงบประมาณถึง 432,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลรายเดือนสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ โดยรายได้จากภาษีศุลกากรได้รับผลกระทบจากการคืนเงินภาษี ขณะที่รายจ่ายด้านประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ ยังคงเพิ่มขึ้น
ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างประเทศซึ่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เกือบหนึ่งในสามของทั้งหมด เริ่มมีความต้องการลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา
เมื่อไม่นานมานี้ การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเมื่อวันอังคารพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือครองหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ยังแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง
เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งเศรษฐกิจก็มักเพิ่มขึ้นตาม ทั้งอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งอาจกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภคและทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศว่ากระทรวงการคลังจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10-30 ปีเป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อการดำเนินการ จากเดิม เพื่อพยายามลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ย โดยเมื่อถูกถามที่ทำเนียบขาวว่าชาวอเมริกันควรกังวลเกี่ยวกับความผันผวนในตลาดพันธบัตรหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า เขาไม่คิดว่าประชาชนควรกังวล พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และเมื่อประเทศแข็งแกร่ง อัตราดอกเบี้ยก็ควรลดลง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณเตือนว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังดำเนินต่อไป หนี้สหรัฐฯ อาจแตะระดับ 50 ล้านล้านดอลลาร์ภายในประมาณ 6 ปี จากระดับ 20 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อไม่ถึง 10 ปีก่อน
ขณะที่มูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ ได้ลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ในปี 2025 ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดเป็นครั้งสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ แม้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงได้รับการจัดอันดับสูงกว่าหนี้ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัญหาหนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสหรัฐฯ แต่ประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ต่างเผชิญแรงกดดันจากรายจ่ายภาครัฐและการขาดดุลงบประมาณเช่นกัน ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของหลายประเทศอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี
จุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์ครั้งนี้คือ หนี้สหรัฐฯ ไม่เพียงเพิ่มขึ้นถึงระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตรุนแรง ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังและต้นทุนดอกเบี้ยในระยะยาวทวีความรุนแรงขึ้น.