อิสราเอลยอมรับครั้งแรก ทหารยิงรถของเด็กหญิงวัยเพียง 5 ขวบในฉนวนกาซาเมื่อปี 2567 ส่งผลให้เธอกับญาติอีก 6 คนเสียชีวิต และสั่งสอบสวนคดีอาญาแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอลออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า ทหารของพวกเขาเป็นผู้ยิงปืนเข้าใส่รถยนต์ของเด็กหญิง ฮินด์ ราจับ ชาวปาเลสไตน์วัย 5 ขวบ ส่งผลให้เธอกับญาติอีก 6 คนเสียชีวิตในฉนวนกาซาเมื่อปี 2567 และได้สั่งสอบสวนคดีอาญาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงเหตุสังหารชาวปาเลสไตน์ 15 ศพเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ด้วย

ในเหตุการณ์ดังกล่าว ด.ญ.ราจับ รอดชีวิตในตอนแรกและโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) นานหลายชั่วโมง ขณะที่รถกู้ชีพซึ่งได้รับอนุมัติการประสานงานกับกองทัพอิสราเอลแล้วกลับถูกยิงถล่ม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพ 2 นายเสียชีวิต และพบร่างของ ด.ญ.ราจับ ในเวลาต่อมา

ตอนแรก IDF ปฏิเสธว่าไม่มีกำลังพลอยู่ในพื้นที่ ก่อนจะออกมายอมรับว่า ทหารได้ยิงใส่รถยนต์คันดังกล่าวจริง โดยอ้างว่ารถเคลื่อนที่ขัดกับคำเตือนล่วงหน้า และระบุว่าเจ้าหน้าที่เปิดการสืบสวนเนื่องจากมีข้อกล่าวหาว่า เกิดความผิดพลาดในการประสานงานกับ PRCS

นอกจากนั้น IDF สั่งสอบสวนทางอาญาเพิ่มเติมกรณีทหารยิงใส่ขบวนรถกู้ชีพ รถดับเพลิง และรถของสหประชาชาติ ในพื้นที่เมืองราฟาห์ ทางใต้สุดของฉนวนกาซา จนมีผู้เสียชีวิต 15 ศพ เมื่อมีนาคม 2568 หลังคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่เสียชีวิตหักล้างคำอ้างเดิมของ IDF ที่ว่ารถวิ่งปิดไฟในความมืด

ขณะเดียวกัน IDF ตัดสินใจไม่เปิดการสอบสวนทางอาญาในคดีสังหารพนักงานขององค์กร “ครัวกลางโลก” (World Central Kitchen) 7 ราย และเจ้าหน้าที่ขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดนอีก 4 ราย โดยอ้างว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ

ทั้งนี้ เหตุการณ์การเสียชีวิตของ ด.ญ.ราจับ สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลกจนถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ชื่อว่า The Voice of Hind Rajab ขณะที่องค์การสหประชาชาติก็ยกคดีนี้เป็นตัวอย่างในการตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม

นักวิเคราะห์และองค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่า IDF พยายามแสดงให้เห็นว่ามีการตรวจสอบตนเองเพื่อลดแรงกดดันจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนอิสราเอล (Yesh Din) ชี้ว่าการสอบสวนทหารอิสราเอลมักไม่นำไปสู่การลงโทษจริง หรือหากมีการลงโทษก็มักจะเบาเกินกว่าความผิดที่เกิดขึ้น


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc